วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 กรมศุลกากรเปิดปฏิบัติการเชิงรุกร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศ แถลงผลการตรวจยึดสินค้าที่แสดงประเทศกำเนิดเป็นเท็จ โดยเป็นสินค้าที่นำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ระบุบนผลิตภัณฑ์ว่า "Made in Thailand" หรือผลิตในประเทศไทย รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท หวั่นทำลายกลไกเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือทางการค้าระดับสากล พร้อมเผยผลงานกวาดล้างของผิดกฎหมาย ในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569 สกัดกั้นกัญชาซุกซ่อนส่งออก ยึดขยะอันตราย ปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มีมูลค่ารวมถึง 1,377.8 ล้านบาท สะท้อนความเข้มงวดในการปกป้องเศรษฐกิจ และผลประโยชน์ของประเทศ
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตามนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการนำเข้า-ส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อแสวงหาสิทธิประโยชน์ทางการค้าโดยมิชอบ อันเป็นการบิดเบือนระบบการค้าระหว่างประเทศและส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสินค้าส่งออกไทย กรมศุลกากรจึงได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ โดยมีนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมนำทีมลงพื้นที่ปฏิบัติการตรวจสอบสินค้าในเขตปลอดอากร และเขตประกอบการเสรี (IEAT/Free Zone) ในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อสกัดกั้นสินค้านำเข้าที่มีพฤติการณ์สวมสิทธิ์หรือแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าเป็น “Made in Thailand” เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ อันเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของทั้งสองหน่วยงานในการปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของประเทศ รักษาความน่าเชื่อถือของสินค้าส่งออกไทย และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศคู่ค้า
จากการปฏิบัติการร่วมกันในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้อายัดสินค้าต้องสงสัยและดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียด พบการกระทำความผิดจำนวน 2 คดี ได้แก่ การนำเข้าบุหรี่ยี่ห้อ TWOMOON จำนวน 5,370,000 มวนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยใช้สิทธิประโยชน์เขตปลอดอากร (Free Zone) แต่บนหีบห่อระบุถิ่นกำเนิดว่า "Made in Thailand" อันเป็นการแสดงประเทศกำเนิดสินค้าอันเป็นเท็จ มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 17 ล้านบาท และการนำเข้าใบมีดกึ่งสำเร็จรูป อุปกรณ์มีดอเนกประสงค์ และกล่องบรรจุภัณฑ์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยใช้สิทธิประโยชน์การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IEAT) ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นมีดคัตเตอร์ที่ผลิตสำเร็จพร้อมจำหน่าย บนบรรจุภัณฑ์ที่ระบุถิ่นกำเนิด "Made in Thailand" จำนวน 202,000 ชุด มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 84.27 ล้านบาท กรณีดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ประกอบrระราชบัญญัติห้ามนำของที่มีการแสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2481 และพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522
อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า การแสดงประเทศกำเนิดสินค้าอันเป็นเท็จ ไม่เพียงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ยังเป็นการบิดเบือนข้อมูลทางการค้า ซึ่งอาจถูกนำไปใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดโลก กรมศุลกากรจึงได้ยกระดับมาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยแก้ไขมาตรการทางกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษกรณีแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้า พร้อมกำหนดมาตรการระงับการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าทุกประเภทอีกทั้งบูรณาการความร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อป้องปรามและตัดวงจรการกระทำความผิดอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังได้แถลงผลการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา (ตั้งแต่ ตุลาคม 2568 – 10 กรกฎาคม 2569) ซึ่งสามารถตรวจยึดและจับกุมคดีสำคัญได้ถึง 177 คดี มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1,377.8 ล้านบาท ประกอบด้วย คดีสวมสิทธิ์แสดงประเทศกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ จำนวน 41 คดี ตรวจยึดของกลางกว่า 8.8 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหาย 442.64 ล้านบาทรวมถึง คดีลักลอบนำเข้าขยะอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล สามารถตรวจพบความผิดได้ 88 ราย น้ำหนักของกลางกว่า 5.66 ล้านกิโลกรัม มูลค่า 204.56 ล้านบาท พร้อมผลักดันกลับสู่ประเทศต้นทาง คดีสินค้าปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าและละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จำนวน 35 คดี ตรวจยึดของกลาง 303,472 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 582.19 ล้านบาท นอกจากนี้ กรมศุลกากรได้เพิ่มมาตรการเอกซเรย์และการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด หลังพบการอำพรางกัญชาในสินค้าส่งออกทั่วไปหลายประเภท จนสามารถตรวจพบการกระทำความผิดในคดีลักลอบส่งออกกัญชาได้จำนวน 13 คดี ของกลาง 14,840 กิโลกรัม มูลค่า 148.40 ล้านบาท
อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากรจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการแอบอ้างประเทศกำเนิดสินค้า การสวมสิทธิทางการค้า และการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายทุกรูปแบบ พร้อมยกระดับมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้า คุ้มครองผู้ประกอบการไทย และรักษาความเชื่อมั่นของประเทศไทยในฐานะประเทศคู่ค้าที่มีความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระหว่างประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กล่าวว่า เป็นผลจากความร่วมมือดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ซึ่งหลายประเทศนำมาตรการทางการค้ามาใช้อย่างเข้มข้นขึ้น เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่ง คต. ให้ความสำคัญสูงสุดในการแก้ไขปัญหาการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า อีกทั้งการหลบเลี่ยงมาตรการปกป้องและเยียวยาทางการค้าของไทยที่จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และโอกาสการส่งออกของไทยในระยะยาว ที่ผ่านมา คต. และ กศก. ดำเนินงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดโดยอาศัยการบูรณาการข้อมูลร่วมกัน ได้แก่ ข้อมูลผู้ประกอบการที่มีความเสี่ยงในการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าในพื้นที่กำกับดูแลของ กศก. และข้อมูลผู้ประกอบการที่ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ากับ คต. ในเชิงลึก รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อใช้จัดทำความเสี่ยงก่อนการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และลงพื้นที่ตรวจสอบ ณ สถานประกอบการที่พบว่าเข้าข่ายหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า ทั้งนี้ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายของทั้งสองหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ในส่วนของการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า คต. ได้ออกประกาศกรมการค้าต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบคุณสมบัติของสินค้าทางด้านถิ่นกำเนิดเพื่อขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ไม่ใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าเฝ้าระวังสำหรับการส่งออกไปสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป โดยปรับปรุงรายการสินค้าเฝ้าระวังจากเดิม 49 รายการ (194 พิกัดฯ) เป็น 67 รายการ (294 พิกัดฯ) และปรับปรุงอายุผลตรวจถิ่นกำเนิดจาก 2 ปี เป็น 1 ปี เพื่อให้ผู้ส่งออกได้ทบทวนข้อมูลต้นทุนที่เป็นปัจจุบัน ซึ่ง กศก. ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบพิกัดศุลกากรของรายการสินค้าเฝ้าระวังให้เป็นปัจจุบันอีกด้วย อย่างไรก็ดี คต. อยู่ระหว่างการปรับกระบวนการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า โดยในปี 2570 มีแผนจะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยเจ้าหน้าที่ตรวจจับความผิดปกติของคำขอ การเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการตรวจสอบย้อนหลังความถูกต้องของถิ่นกำเนิด เป็นต้น
นางอารดาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 2568 – มิ.ย. 2569) คต. ตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าก่อนออกหนังสือรับรองที่ส่งออกไปสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ผ่านระบบไร้กระดาษ ROVERs Plus ทั้งสิ้น 986 คำขอ พบว่า เป็นสินค้าได้ถิ่นกำเนิดไทย 903 คำขอ และไม่ได้ถิ่นกำเนิดไทย 83 คำขอ โดยกลุ่มสินค้าที่ขอรับการตรวจ ได้แก่ ส่วนประกอบรถยนต์ สายไฟ สายดาต้าเคเบิล และเฟอร์นิเจอร์ไม้ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความรู้ด้านกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและการส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าแก่ผู้ประกอบการกว่า 2,000 ราย อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การคำขอตรวจถิ่นกำเนิดสินค้ามีความถูกต้อง รวมทั้งให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) มากขึ้น และการเตรียมความพร้อมในการจัดเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตสินค้าที่ส่งออกกรณีถูกตรวจสอบย้อนหลัง นอกจากนี้ ที่ผ่านมา คต. ได้ให้ความร่วมมือกับศุลกากรปลายทางในการตรวจสอบย้อนหลังความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้ามาโดยตลอด ทั้งการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของหนังสือรับรองฯ และการพิสูจน์ความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้า ณ สถานประกอบการ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า ไทยมีการกำกับดูแลการตรวจสอบการแอบอ้างถิ่นกำเนิดอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ จากสถานการณ์การค้าโลกในปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศ มีการใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า (Trade Remedies) เพิ่มมากขึ้น โดยล่าสุดไทยมีการบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) รวมทั้งสิ้น 61 กรณี จาก 22 ประเทศ ซึ่งจีนยังคงเป็นประเทศหลักที่ถูกไทยใช้มาตรการมากที่สุดถึง 17 กรณี (ร้อยละ 27.9) รองลงมา คือ เกาหลีใต้ 8 กรณี (ร้อยละ 13.1) ตามด้วยไต้หวันและเวียดนาม ประเทศละ 6 กรณี (ร้อยละ 9.8) โดยกลุ่มสินค้าเหล็กครองแชมป์ถูกใช้มาตรการสูงสุดถึง 55 กรณี นอกจากนี้ยังมีสินค้าสำคัญอื่น ๆ อีก 6 กรณี ได้แก่ กรดซิตริก ยางรถจักรยานยนต์ ฟิล์มบรรจุภัณฑ์ BOPP และอะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป พร้อมกันนี้ไทยยังได้ใช้มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (AC) กับสินค้าจีนอีก 2 กรณี และจะมีการใช้มาตรการเพิ่มเติมอีก 4 กรณีภายในปี 2569 และอยู่ระหว่างไต่สวนมาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (SG) อีก 4 กรณี เพื่อสกัดสินค้าที่สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน ในขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกของไทยกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก ปัจจุบันประเทศไทยเป็นอันดับ 5 ของโลกที่ถูกใช้มาตรการ AD มากที่สุด รวมทั้งสิ้น 85 กรณี จาก 20 ประเทศ ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำการใช้มาตรการกับไทยถึง 19 กรณี ตามด้วยอินเดีย และตุรกี โดยกลุ่มสินค้าเป้าหมายหลักยังคงเป็น เคมีภัณฑ์ เหล็ก และผลิตภัณฑ์ยาง นอกจากนี้ ไทยยังถูกใช้มา ตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) อีก 7 กรณี ซึ่งมีอินเดียและสหรัฐฯ เป็นผู้ใช้หลักถึงร้อยละ 86 (ร้อยละ 43 ต่อประเทศ) ในกลุ่มสินค้าเหล็ก เคมีภัณฑ์ น้ำตาล และซิลิคอนสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ สำหรับมาตรการ SG ไทยถูกบังคับใช้แล้ว 17 กรณี และอยู่ระหว่างการไต่สวนอีกถึง 20 กรณี โดยมีอินโดนีเซียและตุรกี เป็นคู่กรณีหลักที่ประเทศละ 5 กรณี โดยเป็นกลุ่มสินค้าสิ่งทอและกระดาษ อีกทั้งยังเผชิญมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (AC) อีก 15 กรณี จากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ตุรกี และออสเตรเลีย ในกลุ่มสินค้าเหล็ก สินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ รถลากพาเลท กระดาษทิชชู่ เป็นต้น
จากสถิติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าไทยอยู่ท่ามกลางกระแสการถูกใช้มาตรการทางการค้าที่รุนแรง คต. จึงขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับกฎระเบียบทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้การค้าเป็นไปอย่างราบรื่น สร้างความเชื่อมั่นกับประเทศคู่ค้า และรักษาส่วนแบ่งการตลาดสำหรับสินค้าส่งออกในตลาดเป้าหมายได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อกรมการค้าต่างประเทศ กองบริหารการนำเข้าและรับรองถิ่นกำเนิด หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 4808 และ 0 2547 5132 และกองปกป้องและตอบโต้ทางการค้า หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 4722 สายด่วน 1385 หรือเว็บไซต์ www.dft.go.th








