กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี ขยายเวลายื่นอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 จากเดิมสิ้นสุดปลายเดือน ก.ค. ออกไปถึงวันที่ 20 ก.ย. 2569 พร้อมเดินหน้าปรับเกณฑ์รถเก่า รถโอนลอย รถสิ้นสภาพ และนักเรียนนักศึกษานอกระบบ หวังช่วยประชาชนที่ถูกตัดสิทธิจากข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ขณะที่เตรียมมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยเหลือผู้ถือบัตรเดิมที่หลุดสิทธิประมาณ 6 ล้านรายในช่วงรอยต่อ
เมื่อวันที่ 20 ก.ค.2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง และนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ร่วมแถลงข่าวกรณีประชาชนไม่ผ่านหลักเกณฑ์รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569
ประเด็นสำคัญในการหารือครั้งนี้ คือ การทบทวนสิทธิสำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ โดยเฉพาะกรณีมีข้อมูลการครอบครองรถยนต์ ทั้งรถเก่า รถโอนลอย รถสิ้นสภาพ รวมถึงกรณีนักเรียนและนักศึกษานอกระบบ ตลอดจนการขยายเวลายื่นอุทธรณ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนจัดเตรียมเอกสารหลักฐานและชี้แจงข้อเท็จจริงได้มากขึ้น
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี กล่าวว่า การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ มีเป้าหมายให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริง โดยรัฐบาลกำหนดให้มีการลงทะเบียนใหม่ทุก 2 ปี หลังพบปัญหาว่าประชาชนบางส่วนที่มีรายได้สูงยังได้รับสิทธิ ขณะที่ผู้มีความเดือดร้อนจริงบางรายกลับไม่ได้รับความช่วยเหลือ
สำหรับกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง จะร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำรวจข้อมูลประชาชน ทำประชาคม และค้นหาผู้ที่สมควรได้รับสิทธิในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สะดวกเข้าถึงระบบออนไลน์
นายพลพีร์ เปิดเผยว่า เรื่องที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 21 ก.ค. 2569 คือ การขยายเวลายื่นอุทธรณ์หรือทบทวนสิทธิออกไปจนถึงวันที่ 20 ก.ย. 2569 จากเดิมที่จะสิ้นสุดภายในเดือน ก.ค. เพื่อให้ประชาชนมีเวลารวบรวมเอกสารเพิ่มเติม เช่น หลักฐานการโอนลอย เอกสารยืนยันรถสิ้นสภาพ หรือข้อมูลอื่นที่ใช้โต้แย้งกับฐานข้อมูลภาครัฐ
พร้อมกันนี้ กระทรวงมหาดไทยเตรียมจัดตั้งศูนย์ One Stop Service ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ เพื่อรับเรื่องทบทวนสิทธิ อำนวยความสะดวกด้านเอกสาร และลดภาระค่าเดินทางของประชาชน โดยผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมายังอำเภอได้ จะใช้กลไก “อำเภอพึ่งได้” ให้เจ้าหน้าที่ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่รับเรื่อง ตรวจสอบข้อเท็จจริง และยืนยันตัวตนถึงระดับหมู่บ้าน
ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบางที่สุดก่อน โดยขณะนี้มีผู้ยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วกว่า 2.9 ล้านราย และมากกว่า 40% เกี่ยวข้องกับปัญหาการครอบครองรถยนต์
กระทรวงการคลังพร้อมรับข้อมูลข้อเท็จจริงจากพื้นที่ เช่น รถโอนลอย รถสิ้นสภาพ ทะเบียนค้าง หรือกรณีข้อมูลทะเบียนไม่สะท้อนฐานะความเป็นจริง เพื่อนำมาปรับปรุงกระบวนการคัดกรองให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น
สำหรับการตรวจสอบรายได้ กระทรวงการคลังใช้ระบบ Dynamic Data หรือข้อมูลหักภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อประเมินฐานะทางเศรษฐกิจล่าสุด แม้ผู้สมัครบางรายอาจไม่เคยยื่นแบบชำระภาษีเงินได้ก็ตาม
นอกจากนี้ จะเสนอเพิ่มเงื่อนไขข้อยกเว้นในหลักเกณฑ์ เช่น รถยนต์ที่ไม่ได้อยู่ในสภาพใช้งานจริง กรณีถูกแอบอ้างชื่อในระบบภาษี หรือกรณีบัญชีม้า เพื่อให้สามารถคืนสิทธิแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบและมีความเดือดร้อนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
นายวินิจ กล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” เพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเดิมที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 6 ล้านราย แต่ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองรอบใหม่ โดยจะใช้มาตรการดังกล่าวเป็นระยะเวลา 2 เดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพในช่วงเปลี่ยนผ่าน
โดยแนวทางจะเป็นการปรับใช้งบประมาณเดิมของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 แทน เพื่อให้ประชาชนกลุ่มที่เคยได้รับสิทธิยังมีมาตรการช่วยเหลือในช่วงรอยต่อ
ทั้งนี้ ประเด็นที่กระทรวงการคลังจะรวบรวมเสนอ ครม. ประกอบด้วย การขยายเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 20 ก.ย. 2569 การปรับเกณฑ์รถเก่า รถโอนลอย รถจักรยานยนต์ การปรับหลักเกณฑ์นักเรียนนักศึกษานอกระบบ และโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40
หลังจากนั้น หน่วยงานในพื้นที่จะเร่งรับเรื่องอุทธรณ์ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และส่งข้อมูลกลับเข้าสู่ระบบคัดกรองกลาง เพื่อให้ผู้ที่ผ่านเกณฑ์สามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป
ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้รับข้อร้องเรียนจำนวนมากจากประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากมีชื่อถือครองรถยนต์ ทั้งที่รถมีอายุใช้งานมานาน มูลค่าต่ำ ไม่สามารถใช้งานได้จริง หรือขายแบบโอนลอยแต่ชื่อยังค้างอยู่ในระบบทะเบียน
กระทรวงคมนาคมจึงเสนอปรับปรุงหลักเกณฑ์ โดยไม่นำรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุใช้งานเกิน 15 ปี มานับเป็นเงื่อนไขตัดสิทธิ เนื่องจากเป็นยานพาหนะที่มีมูลค่าต่ำและหลายกรณีไม่สามารถใช้งานได้จริง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ผู้สมัครสามารถถือครองรถจักรยานยนต์ขนาดไม่เกิน 300 ซีซี ได้ไม่เกิน 2 คัน หากยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระ จากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 1 คัน เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของครัวเรือนรายได้น้อยที่จำเป็นต้องใช้รถเพื่อเดินทางและประกอบอาชีพ
สำหรับรถสิ้นสภาพแต่ชื่อยังอยู่ในระบบทะเบียน ประชาชนสามารถแจ้งสำนักงานขนส่งจังหวัดเพื่อจัดทำบันทึกยืนยันข้อเท็จจริง และใช้เป็นหลักฐานประกอบการอุทธรณ์ได้
นายสิริพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีนักเรียนนักศึกษานอกระบบ เช่น สกร. หรืออาชีวศึกษานอกระบบ ว่า จะเสนอปรับหลักเกณฑ์ไม่ให้ถูกตัดสิทธิเพียงเพราะสถานภาพนักศึกษา แต่จะพิจารณาปัจจัยด้านความเดือดร้อนร่วมด้วย เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องออกจากระบบการศึกษาเพื่อรักษาสิทธิ
ด้านนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า กรมการปกครองจะสนับสนุนโครงการผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่ การประชาสัมพันธ์ให้ผู้ผ่านสิทธิเข้าใจการใช้สิทธิ รวมถึงสิทธิค่าน้ำและค่าไฟ การชี้แจงขั้นตอนทบทวนสิทธิสำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ และการจัดตั้งศูนย์ประสานงาน One Stop Service ในทุกอำเภอทั่วประเทศ
พร้อมยืนยันว่า กรมการปกครองจะทำหน้าที่เป็นเครือข่ายสนับสนุนทุกหน่วยงานในการตรวจสอบข้อเท็จจริงระดับพื้นที่ ทั้งสภาพรถยนต์ที่ไม่สามารถใช้งานได้จริง และสถานภาพนักศึกษา เพื่อให้การพิจารณาสิทธิเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมมากที่สุด
#บัตรคนจน #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #ไทยช่วยไทยพลัส #คลังชงครม #อุทธรณ์บัตรคนจน #ข่าวเศรษฐกิจ #มาตรการช่วยเหลือประชาชน #กระทรวงการคลัง #ข่าววันนี้








