วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมามีความรุนแรงอีกครั้ง ธปท.อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยระยะสั้นที่ยังมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นหากสถานการณ์สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในระยะเวลาไม่นาน ก็เชื่อว่าปัจจัยดังกล่าวจะยังไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อออกไป ยอมรับว่าอาจส่งผลกระทบต่อทั้งอัตราเงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยได้ แต่ในขณะนี้ ธปท.ยังคงติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนตัวเลขประมาณการทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับความกังวลการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้น 20% อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและภาพรวมเศรษฐกิจไทย ผู้ว่าการธปท. กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งเพิ่งเกิดขึ้นเพียง 2-3 วัน จึงต้องรอให้สถานการณ์มีความชัดเจนมากขึ้นก่อน
“อาจจะเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาพรวมเศรษฐกิจไทย เพราะทั้ง 2 ฝ่ายเพิ่งกลับมาปะทะ 2-3 วัน รวมถึงเรื่องการจะเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อาจจะต้องรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อนว่าจะสรุปอย่างไร โดย ธปท. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังไม่ได้มีความกังวลอะไรมากนัก โดยธปท.จะติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการยืดเยื้อของสถานการณ์ ซึ่งอาจส่งผ่านมายังราคาพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ และแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป” นายวิทัย กล่าว
สำหรับสถานการณ์เงินบาทของไทยนั้น ได้อ่อนค่าลงประมาณ 5-6% โดยเป็นการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค ซึ่งบางประเทศมีค่าเงินอ่อนค่ามากกว่าไทย ขณะที่บางประเทศอ่อนค่าน้อยกว่า ทำให้เงินบาทยังอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับภูมิภาค จึงยังไม่มีประเด็นที่น่ากังวล อย่างไรก็ดี มองว่าปัจจัยเรื่องการอ่อนค่าของเงินบาทในขณะนี้นั้น จะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก รวมถึงเป็นผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวของไทยด้วย








