“วราวุธ” หนุน กรมโรงงาน เข้ม โรงงานไทยก้าวสู่ CSV เปลี่ยน “เม็ดเงินลงทุนเอกชน” เป็นคุณภาพชีวิตชุมชน ตั้งเป้า ปี 80 ผลักดัน ให้เกิดโรงงานต้นแบบได้ ทั่วประเทศ
วันที่ 14 ก.ค.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กำกับดูแลการประกอบกิจการโรงงานให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม (CSR) รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 เสาหลักของนโยบาย “ONE MIND” ที่บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัดให้เป็น “อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” โดยยึดการรับฟังเสียงประชาชนและแก้ไขปัญหาในพื้นที่เป็นสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนโรงงานแห่งอนาคตบนพื้นฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และอุตสาหกรรมสีเขียว ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน
โดยในปีงบประมาณ 2570 กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะเดินหน้าโครงการ “ยกระดับอุตสาหกรรมดีคู่ชุมชน สร้างสังคมสู่ความยั่งยืน” ตั้งเป้าพัฒนาโรงงานต้นแบบ CSR to CSV หรือการสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจกับสังคม (Creating Share Value) อย่างน้อย 18 แห่ง ในพื้นที่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระยะที่ 1 ครอบคลุม 15 จังหวัด 18 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากกว่า 80 แห่งทั่วประเทศ
“การเลือกดำเนินงานในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระยะที่ 1 ถูกกำหนดเป้าหมายให้ก้าวสู่ระดับสูงสุด หรือระดับ 5 (Happiness) ภายใต้แนวคิด ‘เมืองน่าอยู่คู่อุตสาหกรรม’ ซึ่งหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือการดำเนินงานตามแนวทาง CSV เพื่อเป็นต้นแบบและศูนย์เรียนรู้ให้กับพื้นที่อื่นในอนาคต”
นายวราวุธ กล่าวว่า และเมื่อได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างเหมาะสม กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งเป้าหมายภายในปี 2575 จะพัฒนาโรงงานต้นแบบ CSV ให้ครอบคลุมอย่างน้อยร้อยละ 50 ของกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และภายในปี 2580 จะผลักดันให้เกิดโรงงานต้นแบบ CSV ตามอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1,000 โรงงาน ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ
ทั้งนี้ หนึ่งในกลไกสำคัญคือการนำระบบประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment : SROI) มาใช้วัดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนของภาคเอกชนสามารถเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ทางสังคมได้จริง ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการที่ดีขึ้น รายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น การสร้างอาชีพ หรือการยกระดับสุขภาวะของประชาชนในพื้นที่โดยรอบโรงงาน
ในส่วนของกระทรวงได้กำหนด 5 กลไกสำคัญ ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายทางสังคมเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์องค์กร การวิเคราะห์และเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง การวัดผลลัพธ์ร่วมทั้งด้านธุรกิจและสังคม การสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย และการปรับโครงสร้างองค์กรให้พร้อมรองรับนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้การพัฒนาเกิดผลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศได้รับการรับรองมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการ (CSR-DIW) แล้วจำนวน 1,422 โรงงาน และยังมีโรงงานที่ดำเนินการตามมาตรฐานดังกล่าวอย่างต่อเนื่องกว่า 600 แห่ง ซึ่งถือเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดสู่แนวคิด CSV
สำหรับแนวทาง CSV แตกต่างจาก CSR ในรูปแบบเดิม เพราะไม่ได้มุ่งเพียงการบริจาคหรือช่วยเหลือชุมชนเป็นครั้งคราว แต่เป็นการนำปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนมาเชื่อมโยงกับโมเดลธุรกิจ เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย โดยธุรกิจสามารถเติบโตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ขณะที่ชุมชนได้รับการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านรายได้ สวัสดิการ การจ้างงาน และสุขภาวะที่ดีขึ้น
“เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนโรงงานที่ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ แต่คือการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนของภาคเอกชนให้กลายเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาสังคม สร้างรายได้ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ประชาชนอย่างจับต้องได้ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” นายวราวุธ กล่าว
#วราวุธ #กรมโรงงานอุตสาหกรรม #CSV #โรงงานไทย #อุตสาหกรรมยั่งยืน #ชุมชน #ESG #สิ่งแวดล้อม #เศรษฐกิจไทย #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








