นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ตอนนี้ได้เตรียมเสริมแกร่งสภาพคล่อง 2.5 หมื่นล้าน หนุนสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ปล่อยสินเชื่อใหม่ช่วยเอสเอ็มอี หลังครม.ลดเงินนำส่งเหลือ0.0625 % หวังสร้างกลไกช่วยลูกหนี้รายย่อย และเอสเอ็มอี ฝ่าวิกฤติราคาพลังงานในช่วงเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจของไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนสูงและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจนในช่วงที่ผ่านมาเกิดผลกระทบทั้งต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน และทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นจึงได้มีการออกมาตรการต่างๆเพื่อเยียวยาประชาชน และช่วยเหลือภาคธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้รูปแบบของมาตรการการให้ความช่วยเหลือของกระทรวงการคลังไม่ได้จำกัดอยู่แค่มาตรการที่ต้องใช้งบประมาณเท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบมาตรการที่มีความหลากหลาย และครอบคลุมหลายกลุ่มเป้าหมาย โดยล่าสุดได้มีการใช้มาตรการเพิ่มสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) เพื่อให้ธนาคารมีเม็ดเงินและสภาพคล่องเพิ่มขึ้น และสามารถนำสภาพคล่องที่มีเพิ่มขึ้นไปส่งผ่านเป็นมาตรการการในการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้รายย่อย และผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี)
"ประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ผ่านมาได้เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังที่เสนอมาตรการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยกระทรวงการคลังจะมีการออกประกาศให้สถาบันการเฉพาะกิจทั้ง 4 แห่งลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ จากเดิม 0.25% ต่อปี เหลือ 0.0625% ต่อปี ของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน โดยให้มีผลครอบคลุมระยะเวลาในปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2569"
ทั้งนี้กระทรวงการคลังคาดว่าผลจากมาตรการนี้จะนำไปสู่การปล่อยสินเชื่อใหม่และทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกกว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และช่วยให้สามารถส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2569 ที่เศรษฐกิจไทยยังมีความผันผวนสูงจากนโยบายการค้าโลก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และภัยธรรมชาติ ทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นประชาชนรายย่อย กลุ่มเปราะบาง และเอสเอ็มอีที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และเสี่ยงขาดสภาพคล่อง








