ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปิดปรับตัวลดลงในการซื้อขายวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม (ตามเวลาสหรัฐฯ) หลังนักลงทุนตอบรับมติของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร (โอเปกพลัส) ที่เห็นชอบเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเดือนสิงหาคม ขณะเดียวกันการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ และซาอุดีอาระเบียปรับลดราคาขายน้ำมัน ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าอุปทานน้ำมันโลกจะเพิ่มขึ้น
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนสิงหาคม ลดลง 14 เซนต์ หรือ 0.2% ปิดที่ 68.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 13 เซนต์ หรือ 0.18% ปิดที่ 71.99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาน้ำมันมาจากการประชุมออนไลน์ของสมาชิกโอเปกพลัส 7 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม เพื่อประเมินสถานการณ์และแนวโน้มตลาดน้ำมันโลก
ภายหลังการประชุม กลุ่มโอเปกพลัสมีมติปรับเพิ่มเพดานการผลิตน้ำมันอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน โดยจะเริ่มมีผลในเดือนสิงหาคม เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพของตลาด พร้อมระบุว่าจะติดตามภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด และสามารถปรับระดับการผลิตได้อย่างยืดหยุ่นตามสถานการณ์
นอกจากนี้ กลุ่มโอเปกพลัสยังมีกำหนดจัดการประชุมอีกครั้งในวันที่ 2 สิงหาคม เพื่อพิจารณาแนวทางการผลิตน้ำมันสำหรับเดือนกันยายน ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันในช่วงครึ่งหลังของปี
การฟื้นตัวของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญของโลก ประกอบกับการที่ซาอุดีอาระเบียปรับลดราคาขายน้ำมันอย่างเป็นทางการ ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน ท่ามกลางมุมมองของตลาดที่คาดว่าอุปทานน้ำมันโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป








