วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นางจันทริกา โชติกเสถียร ประธานเจ้าหน้าที่สายทรัพยากรบุคคล บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย ได้รายงานเหตุการจับกุมพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (แอร์โฮสเตส) ของสายการบินไทย ซุกซ่อนยาเสพติดประเภทเฮโรอีน น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 50,000 เหรียญสหรัฐเข้าประเทศนั้น เรื่องนี้ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ส่วนคดีความในออสเตรเลีย ซึ่งให้ตำรวจจัดการ และบริษัทพร้อมสนับสนุนข้อมูลเอกสาร และ 2.ส่วนเรื่องภายในบริษัท ซึ่งมีข้อบังคับการทำงานและวินัยที่ชัดเจนสำหรับนักบินและลูกเรือ โดยมีกฎห้ามรับหิ้วของให้คนอื่น และห้ามนำเงินเข้าเกินจำนวนที่กำหนด ซึ่งพนักงานทุกคนทราบกติกานี้ดี
“เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องใหญ่และซีเรียสมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ บริษัทจึงออกมาเคลื่อนไหวทันที เพราะตามกฎระเบียบของบริษัทมีข้อห้ามชัดเจนอยู่แล้ว โดยหากผู้ใดก็ตามที่อยู่ระหว่างสอบสวน จะสั่งพักงานให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อน และตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจน อาทิ การแลกเปลี่ยนตารางเวลาบินที่ผิดปกติหรือไม่ ซึ่งจากกรณีดังกล่าวนี้ ทีมตรวจสอบข้อเท็จจริงของบริษัทยังไม่เจอข้อผิดปกติ จากนั้นมีการตั้งกรรมการสอบวินัย ซึ่งผิดวินัยอยู่แล้ว เพราะบริษัทมีกฎห้ามรับหิ้วของ ไม่ว่าจะเป็นของอะไรก็แล้วแต่ หากมีการรับแล้วขายต่อในระเบียบไม่สามารถทำได้ ในแง่ของบริษัทจึงมีความจริงจังในการดำเนินการมาก โดยผลการตรวจสอบคาดว่า 1-2 วันจะรู้ผลแล้ว” นางจันทริกากล่าว
นางจันทริกา กล่าวว่า เบื้องต้นจากการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อดูว่ามีความผิดปกติในด้านใดหรือไม่ อาทิ การแลกตารางบิน แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบความผิดปกติ ไม่มีการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น แอร์โฮสเตสสาวคนนี้จึงทำการบินตามตารางปกติ ขณะเดียวกัน มีข้อสงสัยจากภายนอกเข้ามาในส่วนของการรับพนักงานของบริษัท โดยเฉพาะพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ยืนยันว่า เส้นทางการเข้ามาทำงานของแอร์โฮสเตสคนนี้มาตามช่องทางตรงไปตรงมาที่สุด ไม่มีเส้นสายอะไร โดยบริษัทใช้ระบบในการรับพนักงานเข้ามาทำงานผ่านระเบียบและขั้นตอนต่างๆ
นางจันทริกา กล่าวว่า สุดท้ายก่อนจะทำสัญญาจ้างงานตามกฎหมาย บริษัทมีขั้นตอนการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมเพิ่มเติมด้วย และหากจะเริ่มต้นเส้นทางบินไปยุโรป จะต้องทำใบรับรองสมาชิกลูกเรือ (Crew Member Certificate หรือ CMC) ซึ่งจะมีการตรวจประวัติอาชญากรรมเช่นกัน และต้องตรวจประวัติซ้ำทุก 3 ปี ทำให้ตามกฎระเบียบแล้วมีความเข้มแข็งมาก แต่เมื่อยังมีช่องว่าง รวมถึงมีปัญหาเกิดขึ้น ก็ต้องแก้ไขปัญหากันไป ยืนยันว่า เรามีความมุ่งมั่นมากในการดำเนินงาน เพราะการเทรนนิ่ง หรือฝึกทักษะปฏิบัติงานให้กับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมีความเข้มข้นมากๆ อยู่แล้ว ทั้งยังมีการทบทวนเทรนนิ่งในทุกปีด้วย แต่เมื่อมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้น บริษัทก็ต้องปรับเพิ่มความเข้มข้นให้มากขึ้นอีก
นางจันทริกา กล่าวว่า อยากให้แยกเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ออกจากเรื่องความปลอดภัยการบิน เพราะกรณีดังกล่าวถือเป็นเรื่องส่วนบุคคล ฉะนั้นความเข้มข้น ความปลอดภัย และการบริการ นักบินและลูกเรือของการบินไทยมีความเข้มแข็งในการทำงานมากๆ รวมถึงบริษัทเทรนนิ่งพนักงานทั้งนักบินและลูกเรือเข้มข้นมาก ตั้งแต่เริ่มต้น รวมถึงระหว่างทางก็มีการรีเทรนนิ่งซ้ำทุกปี แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น สามารถทำตรงไหนให้เข้มข้นมากขึ้นได้อีก เราก็จะทำ อาทิ การร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเทรนนิ่งเพิ่มเติม ไม่ได้ทำเพียงขนของหรือหิ้วของได้หรือไม่ได้เท่านั้น แต่จะให้ฝึกสังเกตข้อผิดแปลก เพราะก็มีการหยิบของ ขโมยของบนเครื่องบินระหว่างเดินทางด้วย
“ยืนยันว่า พนักงานบริษัทการบินไทย แบ่งเป็นนักบิน จำนวน 1,200 คน และลูกเรือ 5,000 คนนี้ ทั้งหมดยังทำงานด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ ทุกคนรักอาชีพของเขา และเราก็ภูมิใจในคนของเรา จึงเชื่อว่าทุกคนยังทำงานอย่างมืออาชีพอยู่ตลอดเวลา แต่ถามว่าเสียใจหรือไม่ เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ต้องบอกว่าเราก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นแน่ๆ โดยเรื่องบุคคลที่เกิดขึ้นบริษัทก็จัดการไปแบบไม่รอเวลา มีความเข้มข้นและเด็ดขาดอย่างแน่นอน” นางจันทริกากล่าว








