วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน หรือ Energy Supply Chain Disruption เริ่มคลี่คลายลง หลังมีการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ส่งผลให้ความกังวลต่อภาคการผลิตลดลง และราคาน้ำมันในเดือนมิถุนายน 2569 ปรับลดจาก 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนการหยุดยิง มาอยู่ที่ 68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์หลายรายการผ่านจุดสูงสุดจากช่วงความขัดแย้งในตะวันออกกลางแล้ว แต่ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันสำคัญ และคลังน้ำมันสำรองของ OECD ที่อยู่ในระดับต่ำ อาจทำให้ราคาน้ำมันไม่ปรับลดลงจากระดับปัจจุบันมากนัก จึงยังต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะการลดข้อจำกัดด้านกฎหมายในภาคพลังงาน เช่น การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เพื่อบริหารจัดการสต๊อกน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงและเป็นต้นทุนราคาพลังงานของประเทศ
นายผยง กล่าวว่า เมกะเทรนด์โลกจากการลงทุนด้าน AI และ Data Center เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันเศรษฐกิจไทย ผ่านภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูงต่อเนื่อง และการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น โดยล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยปรับประมาณการ GDP เป็น 2.3% อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-shaped โดยครัวเรือนมีกำลังซื้อต่ำจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและตลาดแรงงานที่อ่อนแรง ขณะที่การส่งออกและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ หรือ FDI ที่ขยายตัวสูง ยังไม่ได้ส่งผ่านสู่ภาคเศรษฐกิจจริงและการจ้างงานเหมือนในอดีต สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดั้งเดิม
“SMEs และคนตัวเล็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบ ยังไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ จึงต้องเร่งหาแนวทางร่วมกันในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและ FDI เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและผลิตภาพแรงงานในประเทศ” นายผยงกล่าว และว่ากกร.เห็นว่าต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ SME ผ่านการใช้ Thailand Content และ Regional Value Content (RVC) ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งจะยิ่งกดดันผลิตภาพแรงงานไทยในอนาคต
นายผยง กล่าวว่า กกร.สนับสนุนการปรับโครงสร้างสู่เศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้ผลการประเมินของ IMD ปี 2026 ไทยปรับดีขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 26 จากอันดับ 30 ในปีก่อนหน้า แต่ยังมีหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านไล่ตามมาใกล้ขึ้น และบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือยังคาดหวังให้ไทยเดินหน้า Structural Reform ในระยะถัดไป
แนวทางสำคัญ คือ การมีมาตรฐานและการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูล หรือ Connect the Dots เช่น ข้อมูลด้านแรงงาน เพื่อช่วยออกแบบและวัดผลนโยบายได้ตรงจุด ลดต้นทุนแฝงของระบบ โดย กกร.จะทำงานใกล้ชิดกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อปรับโครงสร้างและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ สอดคล้องกับ Flagship Report ของ World Bank ที่มีเป้าหมายผลักดันไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า และแนวทาง Reinvent Thailand ในการขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
นอกจากนี้ กกร.ร่วมกับ World Bank ภาครัฐ และภาคเอกชน เตรียมจัดงาน Affiliated Program IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ในช่วงก่อนเดือนตุลาคม เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นผลิตภาพ นวัตกรรม และการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
สำหรับกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร. ณ เดือนกรกฎาคม 2569 ยังคง GDP ขยายตัว 1.6-2.0% ส่งออกขยายตัว 8.0-10.0% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5-3.0% เท่ากับกรอบประมาณการ ณ เดือนมิถุนายน 2569 ขณะที่ปี 2568 GDP ขยายตัว 2.4% ส่งออกขยายตัว 12.9% และเงินเฟ้ออยู่ที่ -0.1%








