กลายเป็นประเด็นช็อกระลอกใหญ่สำหรับนักลงทุนไทย หลังจากราคาทองคำในประเทศที่เคยพุ่งไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นปี กลับพลิกฟอร์มเข้าสู่สภาวะ "ดิ่งเหวรุนแรง" ตลอดเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 โดยในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ตลาดทองคำไทยมีความผันผวนหนัก ปรับราคาขึ้นลงระหว่างวันสูงถึง 35 ครั้ง และเปิดตลาดดิ่งลงลึกสุดใจถึง 1,000 บาท ก่อนจะปิดตลาดภาคเย็นปรับลดลงสุทธิ 350 บาทจากวันก่อนหน้า ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งลงมาตั้งรับที่ระดับ รับซื้อ 62,400 บาท ขายออก 62,600 บาท (อ้างอิงสมาคมค้าทองคำ)
การปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า อะไรคือตัวการที่ฉุดราคาทองคำลงแทบทุกวัน และทิศทางหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร?
ทั้งนี้หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานระดับโลก ที่เพิ่งร่วงลงไปแตะแถว ๆ 4,020 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สามารถสรุปชนวนเหตุสำคัญได้ 3 ข้อหลัก:
1. พลิกเกม “เฟดจ่อขึ้นดอกเบี้ย” สกัดเงินเฟ้อพุ่งสูง
จากเดิมที่ตลาดเคยหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด โดยเฉพาะดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ( ประจำเดือนพฤษภาคมดีดขึ้นมาอยู่ที่ 4.1% ยิ่งไปกว่านั้น ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดได้เปลี่ยนทิศทางอย่างสิ้นเชิง โดยตลาดเริ่มหันมาเก็งว่า เฟดอาจจะปรับ "ขึ้น" อัตราดอกเบี้ยอีกถึง 3 ครั้งในปีนี้ เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่มาจากภาคพลังงาน
2. ดอลลาร์แข็งค่า-บอนด์ยีลด์พุ่ง ซ้ำเติมสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย
เมื่อแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ กลับมาเป็นขาขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จึงดีดตัวสูงขึ้น ดึงดูดให้นักลงทุนโยกเงินทุนออกจากทองคำไปเก็งกำไรในสกุลเงินดอลลาร์แทน เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่สร้างผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยหรือเงินปันผล จึงส่งผลให้เกิดแรงเทขายสัญญาทองคำออกมาอย่างต่อเนื่องในกระดานโลก
3. คลายกังวลภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
แม้จะมีความตึงเครียดเรื่องการควบคุมเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ความคืบหน้าที่ทั้งสองฝ่ายเตรียมเปิดฉากเจรจาสันติภาพรอบใหม่ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ส่งผลให้ความกังวลเรื่องสงครามขนาดใหญ่ลดระดับลง นักลงทุนจึงทยอยลดสัดส่วนการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
อย่างไรก็หามวิเคราะห์ทิศทางและอนาคตราคาทองคำ ยังมีความเชื่อว่ายังคงอยู่ในโครงสร้าง "ขาลงในระยะสั้นถึงกลางอย่างชัดเจน" สามารถประเมินแนวโน้มในอนาคตออกเป็น 2 มุมมอง
มุมมองระยะสั้น (ไตรมาส 3 ปี 2569): “เสี่ยงไหลลงต่อ หาจุดฐานใหม่”
- Gold Spot: หากราคายังไม่สามารถรีบาวด์กลับไปยืนเหนือแนวต้านสำคัญระดับ 4,150–4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ มีโอกาสสูงมากที่ราคาจะถูกกดดันให้ไหลลงไปทดสอบแนวรับถัดไปที่โซน 3,900 และลึกสุดอาจถึง 3,745 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- ทองคำในประเทศ: สัญญาณทางเทคนิคระบุว่าทองไทยมีความเสี่ยงที่จะหลุดระดับ 60,000 บาท หากราคาทองโลกยังดิ่งต่อ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะช่วยบรรเทาไม่ให้ทองไทยร่วงแรงเกินไปคือ "ค่าเงินบาท" หากเงินบาทเสื่อมค่าหรืออ่อนตัวลงไปเคลื่อนไหวในกรอบ 33.20 - 33.45 บาทต่อดอลลาร์ ก็จะช่วยพยุงราคาทองในประเทศไว้ได้บางส่วน
มุมมองระยะยาว (ปลายปี 2569 - 2570): “ปรับฐานเพื่อไปต่อ”
แม้ฝั่งธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อย่าง HSBC จะมองว่าแรงเทขายอาจใกล้จุดสิ้นสุดในไม่ช้า แต่ภาพรวมปลายปี 2026 นักวิเคราะห์ระดับโลกยังคงมีความเห็นแตกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน:
- กลุ่ม Bearish/Consolidation: มองเป้าหมายเฉลี่ยไตรมาส 3 ที่ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และค่าย Goldman Sachs ปรับเป้าหมายปลายปีลงมาอยู่ที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ
- กลุ่ม Bullish: นำโดย J.P. Morgan ยังคงเชื่อมั่นในปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยยังคงตั้งเป้าหมายปลายปีไว้สูงถึง 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ดังนั้นคำแนะนำสำหรับนักลงทุนไทย คือ "อย่าเพิ่งรีบร้อนมากจนเกินไป" สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำให้ชะลอการลงทุนออกไปก่อนจนกว่าราคาทองคำโลกจะเริ่มสร้างฐานนิ่ง ๆ เหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้สำเร็จ ส่วนนักลงทุนระยะยาวที่ติดดอยอยู่ในระดับราคาสูง หากเป็นเงินเย็นไม่แนะนำให้ตื่นตระหนักขายตัดขาดทุน ทั้งหมด เนื่องจากวัฏจักรของทองคำมักจะมีการรีบาวด์ครั้งใหญ่หลังจากผ่านการปรับฐานที่รุนแรงเสร็จสิ้น








