เป็นจุดเปลี่ยนครั้งครั้งสำคัญืาง ประวัติศาสตร์โลก ในรอบปี 2026 เมื่อ สหรัฐอเมริกา และ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้บรรลุข้อตกลงและลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) "อิสลามาบัด" ผ่านระบบดิจิทัลระยะไกล (Remote Digital Signatures) เพื่อยุติสงครามความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือน โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ย
ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการลงนามและมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 17-18 มิถุนายน 2026 โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ลงนามระหว่างเข้าร่วมการประชุม G7 ณ พระราชวังแวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส ขณะที่ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชกียาน ของอิหร่านได้ลงนามจากกรุงเตหะราน ส่งผลให้ตลาดการเงินและสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกตอบรับข่าวนี้อย่างรุนแรงทันทีในวันที่ 18 มิถุนายน
และผลกระทบจากการลงนาม MOU ครั้งนี้ สิ่งที่ได้รับอนิสงค์ระดับต้นๆ คือ "ราคาน้ำมัน" ที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว เพราะทันทีที่มีข่าวการลงนาม ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (ทั้ง Brent และ WTI) ปรับตัวร่วงลงมากกว่า 1-2% อย่างรวดเร็ว เนื่องจากสาเหตุหลัก 2 ประการ:
1. การปลดล็อกช่องแคบฮอร์มุซ: ช่องแคบนี้คือเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ส่งผ่านน้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของโลก การที่อิหร่านยอมเปิดให้เรือขนส่งน้ำมันผ่านได้ "ฟรีและปลอดภัย" ช่วยขจัดความกังวลเรื่อง Supply Disruption (ภาวะอุปทานน้ำมันชะงักงัน) ที่เคยดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูงก่อนหน้านี้
2. น้ำมันอิหร่านพร้อมกลับเข้าสู่ตลาด: การที่สหรัฐฯ ยอมออกข้อยกเว้นคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หมายความว่าจะมีปริมาณน้ำมันดิบจากอิหร่านไหลเข้าสู่ตลาดโลกอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพิ่มขึ้นทันที ส่งผลให้อุปทาน (Supply) ในตลาดเพิ่มสูงขึ้น กดดันให้ราคาปรับตัวลดลง
เช่นเดียวกับ "ราคาทองคำ" ถึงลดลง เนื่องจากคลายความกังวลเรื่องความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านหันมาจับมือหยุดยิง ความเสี่ยงที่จะเกิด "สงครามโลกครั้งที่ 3" หรือความขัดแย้งลุกลามในตะวันออกกลางก็ลดฮวบลง นักลงทุนจึงเทขายทองคำเพื่อทำกำไร และโยกเงินกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ขณะที่ "ตลาดหุ้นต่างประเทศ" ก็ขานรับข่าวดีเช่นกัน โดยตลาดหุ้นทั่วโลก กระดานหุ้นกลายเป็นสีเขียวเกือบทั้งกระดาน เพราะความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมา อาทิ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (Wall Street): ดัชนีหลักอย่าง S&P 500, Dow Jones และ Nasdaq ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างคึกคัก ต้นทุนพลังงานที่คาดว่าจะลดลงช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ตลาดหุ้นยุโรป: ปรับตัวขึ้นถ้วนหน้า โดยได้อานิสงส์จากความตึงเครียดด้านพลังงานที่ผ่อนคลายลง ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ถึงกับระบุว่านี่คือ "ก้าวสำคัญที่ปูทางสู่สันติภาพยั่งยืนและจะช่วยให้ค่าครองชีพ/ราคาน้ำมันของประชาชนลดลงในไม่ช้า"
และตลาดหุ้นเอเชีย: เปิดตลาดบวกรับข่าวในวันที่ 18-19 มิถุนายน เนื่องจากเอเชียเป็นภูมิภาคที่นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงมาก การลดลงของราคาน้ำมันจึงช่วยลดต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมในเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ยังคงต้องติดตาม MOU ฉบับนี้ เมื่อพ้นระยะกรอบเวลา 60 วัน จะมีผลกระทบเรื่องอื่นตามมาหรืแไม่ ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลก ที่อาจจะทำให้กลับไปสู่ความขัดแย้งอีกครั้ง อละอาจจะรุนแรงกว่าเก่าได้!!








