วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ชี้แจงกรณีหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะกรณีที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งอาจส่งผลให้บิดามารดาถูกตัดสิทธิ์จากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยระบุว่า ตามหลักเกณฑ์ภาษี หากบุตรสามารถนำชื่อบิดามารดา หรือคู่สมรส ไปใช้ลดหย่อนภาษี ย่อมสะท้อนว่าบุตร มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู และมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทำให้ระบบพิจารณาว่า บิดามารดา-คู่สมรส ได้รับการดูแลแล้ว หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าบุตร ไม่ได้ให้การอุปการะ หรือบิดามารดา-คู่สมรส ไม่ทราบว่า ถูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี รัฐบาลพร้อมเปิดโอกาสให้สามารถยื่นอุทธรณ์ หลังประกาศผลคัดกรองอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เพื่อพิจารณาเป็นรายกรณีต่อไป
สำหรับการเปิดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รายเดิมเข้ามายืนยันสิทธิ์ กระทรวงการคลังได้ปรับรูปแบบการพิจารณาจากเดิมที่อิงฐานะครัวเรือน มาเป็นการพิจารณาในระดับรายบุคคล เพื่อให้ประชาชนที่มีความเดือดร้อนจริงสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้มากขึ้น และลดปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจากการต้องนำข้อมูลของสมาชิกในครอบครัวมาประกอบการพิจารณา
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังยืนยันว่าจะเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอรับสิทธิ์ เพื่อให้เม็ดเงินภาษีของประชาชนถูกใช้ดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างตรงเป้าหมาย โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อมูลผู้ที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ หรือมีสถานะเป็นกรรมการบริษัท ซึ่งอาจสะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขของผู้มีรายได้น้อย
นายวินิจ กล่าวต่อว่า แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายแยกแยะระหว่างผู้ที่มีความยากจนจริงกับผู้ที่พยายามเข้ามารับสิทธิ์ แม้จะมีศักยภาพทางการเงินเพียงพอ โดยรัฐบาลจำเป็นต้องบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบท่ามกลาง พื้นที่การคลังที่มีอยู่อย่างจำกัด
"ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การใช้เกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง แต่อยู่ที่รัฐต้องคัดกรองคนที่ลำบากอย่างแท้จริงออกมาให้ได้ และต้องแยก คนที่ไม่ได้ ‘ยากจน’ แต่ ‘อยากจน’ ออกจากคนรายได้น้อยจริง โดยต้องทำทั้งการคัดกรองและการดูแลผู้ที่ลำบากจริงไปพร้อมกัน"
นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่หลุดจากสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กระทรวงการคลังจะนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้กลุ่มคนดังกล่าว รับสิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส หรือมาตรการอื่นๆรองรับเพิ่มเติม
ส่วนภาพรวมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% นายวินิจ กล่าวว่า นอกจากเป็นมาตรการลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนในช่วงที่ราคาสินค้าและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูงแล้ว ยังมีเป้าหมายสำคัญในการกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้าขนาดเล็กและผู้ประกอบการฐานรากทั่วประเทศ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในระดับชุมชน
ขณะเดียวกัน ยังได้พัฒนาระบบบัญชีอย่างง่ายสำหรับร้านค้ารายย่อยผ่านแอป “ถุงเงิน” ภายใต้ฟีเจอร์ “นกกระซิบ” เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ และนำข้อมูลทางการเงินไปใช้ประกอบการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน สร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในอนาคต โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของระบบภาษีเงินได้เชิงลบ หรือ Negative Income Tax ซึ่งเป็นกลไกที่รัฐจะจ่ายเงินสนับสนุนเพิ่มเติมให้แก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและสร้างระบบสวัสดิการที่มีความยั่งยืนในระยะยาว








