"อลงกรณ์" เผยไทย-ลักเซมเบิร์กกระชับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว การเงินดิจิทัล เทคโนโลยีอวกาศ AI การลงทุน และการศึกษา พร้อมใช้ไทย-ลักเซมเบิร์กเป็น Gateway เชื่อมอาเซียนและยุโรป เสริมศักยภาพเศรษฐกิจอนาคตอย่างยั่งยืน
วันที่ 11 พ.ค.69 นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Thailand) อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เปิดเผยว่า ได้มีโอกาสร่วมวงสนทนากับเอกอัครราชทูตราชรัฐลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทย ฯพณฯ แพทริก เฮมเมอร์ (H.E. Mr. Patrick Hemmer) ซึ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2565 นอกจากประเทศไทยแล้ว ท่านยังดูแลครอบคลุมประเทศในภูมิภาคอาเซียนอีกหลายประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยมีสถานเอกอัครราชทูตตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางหลัก
ทั้งนี้ ท่านมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์เชิงรุก โดยเฉพาะในมิติใหม่ๆ ที่ลักเซมเบิร์กมีความเชี่ยวชาญระดับโลก อาทิ
• การส่งเสริม "Green Finance" และเศรษฐกิจยั่งยืน: นายแพทริก เฮมเมอร์ เป็นผู้ผลักดันหลักในการสร้างความร่วมมือด้านการเงินสีเขียว (Green Finance) โดยนำองค์ความรู้จากลักเซมเบิร์กซึ่งเป็นผู้นำด้านนี้มาแลกเปลี่ยนกับสถาบันการเงินและตลาดหลักทรัพย์ของไทย เพื่อสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
• ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ (Space & Connectivity): ท่านให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงเทคโนโลยีดาวเทียมและการสื่อสาร ซึ่งลักเซมเบิร์กมีศักยภาพสูง โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านอวกาศของไทย (GISTDA) และภาคเอกชน
• การทูตเชิงพาณิชย์และนวัตกรรม: ในช่วงปี 2567-2568 ท่านได้เข้าพบหารือกับรัฐมนตรีหลายกระทรวงของไทย เพื่อหาแนวทางเพิ่มมูลค่าการค้า โดยเน้นกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีชั้นสูง ดิจิทัล และโลจิสติกส์
• การจัดประชุม Bilateral Consultations ครั้งแรก: ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ท่านมีบทบาทสนับสนุนการจัดประชุมหารือทวิภาคี (Bilateral Consultations) ไทย-ลักเซมเบิร์ก ครั้งที่ 1 เพื่อวางรากฐานความร่วมมือในอีกทศวรรษข้างหน้า
ท่านย้ำถึงการใช้ลักเซมเบิร์กเป็น "Gateway to Europe" สำหรับผู้ประกอบการไทย และในขณะเดียวกันก็ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญของลักเซมเบิร์กในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในด้านการเชื่อมโยงผู้คน (People-to-people contacts) และความร่วมมือทางเศรษฐกิจดิจิทัล
นอกจากนี้ท่านยังมีบทบาทในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาและวัฒนธรรม เช่น การสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมยุโรปในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องด้วย
ความสัมพันธ์ระหว่าง ไทยและลักเซมเบิร์ก มีความราบรื่นและแน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน โดยเน้นหนักไปที่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเงิน และนวัตกรรม เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างวางตัวเป็น "ศูนย์กลาง" ในภูมิภาคของตน (ลักเซมเบิร์กในยุโรป และไทยในอาเซียน)
1.ความสัมพันธ์ทางการทูต
• การสถาปนาความสัมพันธ์: ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2502 (ค.ศ. 1959) ซึ่งมีความผูกพันใกล้ชิดโดยเฉพาะในระดับพระราชวงศ์
• สถานเอกอัครราชทูต: ไทยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ (เบลเยียม) ที่ดูแลเขตอาณาครอบคลุมลักเซมเบิร์ก ส่วนลักเซมเบิร์กมีสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ณ กรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นสถานทูตแห่งเดียวของลักเซมเบิร์กในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับไทยเป็นอย่างมาก
2. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
ลักเซมเบิร์กแม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่มีความโดดเด่นระดับโลกในด้านการเงินและเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นจุดที่ไทยให้ความสนใจในการร่วมมือ:
• ศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub): ลักเซมเบิร์กเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการกองทุนรวมอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ ไทยและลักเซมเบิร์กมีความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน FinTech, Green Finance (การเงินสีเขียว) และการพัฒนาตลาดทุน
• อุตสาหกรรมอวกาศและดาวเทียม: ลักเซมเบิร์กเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอวกาศเชิงพาณิชย์ (Space Resources) ซึ่งมีความร่วมมือกับไทยผ่านทางสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ในด้านการใช้ประโยชน์จากดาวเทียม
• โลจิสติกส์: สายการบิน Cargolux ของลักเซมเบิร์กใช้กรุงเทพฯ เป็นจุดกระจายสินค้าสำคัญในภูมิภาคมาอย่างต่อเนื่อง
3. การค้าและการลงทุน
• สินค้าส่งออกสำคัญของไทย: เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์, อัญมณีและเครื่องประดับ, ผลิตภัณฑ์ยาง และของชำร่วย/ของตกแต่งบ้าน
• สินค้านำเข้าสำคัญจากลักเซมเบิร์ก: เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า, และเคมีภัณฑ์
• การลงทุน: บริษัทชั้นนำจากลักเซมเบิร์กมีการลงทุนในไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ยานยนต์ และลวดเหล็ก (เช่น บริษัท Bekaert)
4. โอกาสในอนาคต: "Green & Digital"
ในยุคปัจจุบัน ทั้งสองประเทศมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายเดียวกันคือ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) โดยมีประเด็นที่น่าจับตามองดังนี้
• Circular Economy: การแลกเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งลักเซมเบิร์กมีความเชี่ยวชาญในการจัดการทรัพยากร
• AI และ Deep Tech: การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสตาร์ทอัพของทั้งสองประเทศ เพื่อใช้ลักเซมเบิร์กเป็นประตู (Gateway) สู่ตลาดสหภาพยุโรป (EU)
ความสัมพันธ์นี้เป็นลักษณะ "Small but Strategic" หรือเป็นพันธมิตรขนาดเล็กแต่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์สูง โดยเฉพาะการใช้จุดแข็งด้านการเงินและนวัตกรรมมาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กันและกันในเวทีโลกซึ่ง
หมายเหตุ:
1.ลักเซมเบิร์ก เป็นประเทศเล็กในใจกลางทวีปยุโรปแต่มั่งคั่งร่ำรวยแม้มีประชากรเพียง6แสนกว่าคนตั้งอยู่ระหว่าง2ประเทศใหญ่คือฝรั่งเศสและเยอรมัน ครองตำแหน่งศูนย์กลางการบริหารจัดการกองทุนรวม (Investment Fund Center) อันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา และเป็น อันดับ 1 ในยุโรป
2.เวทีสนทนาจัดโดย ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์มีบุคคลสำคัญร่วมพูดคุยเช่น อดีตเอกอัครราชทูตไทย อดีตผู้แทนไทยประจำองค์การการค้าโลก อดีตผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น








