วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กรณีรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีความจำเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้ เพื่อรับมือและกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้าน ภูมิรัฐศาสตร์ ที่ยังคงไม่ชัดเจนและส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่สิ่งที่สังคมและภาคเอกชนต้องการเห็นคือความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรีว่า จะนำเงินไปใช้ในโครงการลักษณะใด และต้องเป็นโครงการที่สามารถตรวจสอบได้ พร้อมย้ำว่าประเทศไทยมีเงินน้อย หากต้องกู้มาใช้ก็ต้องใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เนื่องจากหากเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤตที่รุนแรงขึ้น ก็อาจไม่เพียงพอ
ประเด็นที่น่ากังวลคือราคาพลังงานที่อาจเพิ่มขึ้นไม่หยุด จะส่งผลกระทบต่อเงินในกองทุนน้ำมันและลามไปถึงผู้ประกอบการในวงกว้าง โดยเฉพาะเรื่องของ Supply Chain หรือ ห่วงโซ่อุปทาน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหาทางช่วยเหลือเพื่อให้ภาคธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะการช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้มีรายได้น้อยเพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะช่วยพยุงผู้ประกอบการในประเทศและสนับสนุนสินค้าเกษตร
ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน มีปัจจัยภายนอกรุมเร้ามากเกินกว่าที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งจะแก้ไขได้เพียงลำพัง ความสามัคคีและการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาในภาพรวม สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ SME และเกษตรกร ถือเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดเนื่องจากต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นในทุกระดับ
ทั้งนี้ ภาคเอกชนยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ที่พร้อมสนับสนุนและช่วยพยุงกลุ่มรายย่อยและเกษตรกรให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยกัน
ส่วนโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่จะเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั้งสองขา คือการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนและช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก








