ด้วยภารกิจรวมแสงไฟขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย มาวันนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก้าวสู่ปีที่ 57 พร้อมการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุคสมัยใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์และการปรับตัวในก้าวที่ 57 ของ กฟผ. ทุกองคาพยพในองค์การยังคงมุ่งมั่นดำเนินภารกิจในฐานะ องค์การหลักด้านความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศไม่เคยแปรเปลี่ยน จากจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเพื่อวางรากฐานของประเทศ สู่การพัฒนาองค์การเพื่อให้ก้าวทันทุกความเปลี่ยนแปลงของทิศทางโลก พร้อมมุ่งสู่การพัฒนาเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน
จากก้าวแรกที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2512 ด้วยกำลังผลิตไฟฟ้าเพียง 908 เมกะวัตต์ แม้จะเป็นจุดเล็ก ๆ แต่ก็ค่อย ๆ ก้าวอย่างมั่นคง ก่อร่างสร้างฐานเป็นองค์การของรัฐบาลในฐานะ “รัฐวิสาหกิจ” ของไทย ทำหน้าที่ดูแลความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศไทยจวบถึงปัจจุบันปีที่ 57 กฟผ. มีกำลังการผลิต 15,155.02 เมกะวัตต์ ยังคงทำหน้าที่ดูแลกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของประเทศ 48,852.11 เมกะวัตต์ รวมถึงพัฒนาและควบคุมระบบส่งไฟฟ้า 40,659.613 วงจร-กิโลเมตร ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ลำเลียงพลังงานไฟฟ้าไปสู่ประชาชนทั่วประเทศ
วันนี้ กฟผ. ได้ประกาศหมุดหมายสำคัญในการนำพาองค์กรสู่ความยั่งยืนภายใต้ยุทธศาสตร์ "EGAT Mission to Sustainability" โดยมุ่งเน้นการปรับบทบาทจาก "ผู้ผลิตไฟฟ้า" ไปสู่การเป็น "ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย" (Energy Transition Leader) ที่พร้อมรับมือกับความท้าทายระดับโลกอย่างมีชั้นเชิง หัวใจสำคัญของการก้าวเดินครั้งนี้ ถูกขับเคลื่อนผ่านแนวคิดการบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพระดับสากล โดยขับเคลื่อน กฟผ. สู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ.2050
ที่ผ่านมา กฟผ. มุ่งเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ในภาคการผลิตไฟฟ้า โดยเร่งผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. หลายพื้นที่ อาทิ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก กำลัง ผลิต 778 เมกะวัตต์ เขื่อนศรีนครินทร์ กำลังผลิต 770 เมกะวัตต์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี กำลังผลิต 90 เมกะวัตต์ รวม 1,638 เมกะวัตต์ อีกทั้งเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนหลายพื้นที่ เพื่อใช้ทรัพยากรน้ำที่ระบายจากเขื่อนชลประทานให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ กำลังผลิต 2.5 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ภายในปี 2569 นี้
นอกจากนี้ กฟผ. ยังแสวงหาพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่มีความยั่งยืน เช่น การศึกษาและพัฒนาเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนียบนพื้นที่ศักยภาพ กฟผ. เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การผลักดันโรงไฟฟ้า SMR ซึ่งถือเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ลดการใช้พลังงานฟอสซิลอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า มีความปลอดภัยสูง และยังมีต้นทุนด้านราคาที่สามารถแข่งขันได้ ตอบโจทย์ความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ทุกมิติพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย รองรับพลังงานหมุนเวียนในอนาคต
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของโลกพลังงานปัจจุบัน คือการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของพลังงานหมุนเวียนที่มีความไม่เสถียรตามธรรมชาติ กฟผ. จึงเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อให้เป็นโครงข่ายอัจฉริยะที่สามารถรองรับความผันผวนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพระบบพยากรณ์ของศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) และศูนย์ควบคุมการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response Control Center) เพื่อให้สามารถคาดการณ์พลังงานหมุนเวียนที่จะเข้าสู่ระบบมากขึ้น ได้อย่างแม่นยำและประสิทธิภาพสูงขึ้น
สำหรับการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ซึ่งถือเป็นระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำเมื่อเทียบกับระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบอื่น ทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อทดแทนพลังงานหมุนเวียนที่หายไปจากระบบได้อย่างทันท่วงที ปัจจุบัน กฟผ. มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับที่เดินเครื่องแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ 1. เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี กำลังผลิต 360 เมกะวัตต์ 2. เขื่อนภูมิพล จ.ตาก กำลังผลิต 171 เมกะวัตต์ 3. โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา กำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างเตรียมเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติเพิ่มเติม คือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ ส่วนโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี อยู่ระหว่างเตรียมจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 ภายในปี 2569 นี้
นอกจากบทบาทหลักในการผลิตไฟฟ้าและดูแลความมั่นคงทางพลังงานแล้ว กฟผ. ยังมีอีกบทบาทสำคัญคือการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดย กฟผ. ส่งเสริมนวัตกรรมการนำวัตถุพลอยได้จากการผลิตไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์ในรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อาทิ พัฒนาวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะเพื่อใช้ประโยชน์ เช่น คอนกรีตจากเถ้าลอย ผลิตภัณฑ์ปรับปรุงดินจากฮิวมิค การแยกแบล็คแมส (Black Mass) จากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าเสื่อมสภาพ ควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่อง ตามแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืน (ESG) โดยใน 3 มิติหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance)รวมถึงการสนับสนุน EV Ecosystem ของประเทศไทย โดย กฟผ. ได้เดินหน้าขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเปิดให้บริการสถานีชาร์จ EleX by EGAT และสถานีพันธมิตรในเครือข่าย EleXA เกือบ 500 สถานีทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้าขยายเพิ่มเติมเพื่อให้บริการผู้ใช้ EV ได้ครอบคลุมทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังคงเดินหน้าฉลากเบอร์ 5 อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นตัวช่วยให้คนไทยเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน ในปีนี้ 2569 ได้ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ยกระดับ ฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 คูณสองครอบคลุมผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้นกว่า 40 ประเภท ช่วยให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าประหยัดพลังงานได้ง่ายและมั่นใจยิ่งขึ้น
วันนี้และก้าวต่อจากนี้ กฟผ. ยังคงมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานระบบไฟฟ้าไทยให้ก้าวไกลไปพร้อมกับการสร้างความยั่งยืนแก่สังคมและชุมชน พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ส่งต่อพลังงานสะอาดและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า เพื่อเติมเต็มความสุขให้แก่คนไทยทุกคนอย่างไม่สิ้นสุด ตามเจตนารมณ์... กฟผ. ผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทย"








