วันที่ 28 เมษายน 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผย ว่า สศค. ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือขยายตัว 1.6% จากคาดการณ์เดิม 1.8% จากปัจจุยแรงกดดันจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน เส้นทางขนส่ง และความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจโลก
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า การประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ตั้งอยู่บน 5 สมมติฐานหลัก ดังนี้
1.ศรษฐกิจประเทศคู่ค้า
คาด 15 ประเทศคู่ค้าหลักเติบโตเฉลี่ย 3.0% ลดลงจาก 3.1% โดยสหรัฐฯ โต 2.2% จีน 4.3% ยูโรโซน 0.9% ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจคลี่คลายในช่วงกลางปี ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกยังได้แรงหนุนจากภาวะการเงินผ่อนคลาย และการลงทุนด้านดิจิทัล- AI แต่ยังเผชิญความเสี่ยงจากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานสูง หนี้สาธารณะ และปัญหาภูมิอากาศ
2. อัตราแลกเปลี่ยน
คาดค่าเงินบาทเฉลี่ย 32 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย สอดคล้องทิศทางสกุลเงินภูมิภาค โดยยังต้องติดตามกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
3. ราคาน้ำมัน
คาดราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อยู่ในระดับสูงและผันผวน จากความเสี่ยงด้านอุปทานโลก โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความขัดแย้ง นโยบายสหรัฐฯ และกลยุทธ์ของ OPEC+
4. ภาคท่องเที่ยว
คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.5 ล้านคน ลดลงจากประมาณการเดิม หลังไตรมาสแรกอยู่ที่ 9.32 ล้านคน (-2.4%) จากตลาดระยะไกลชะลอ โดยเฉพาะยุโรปและตะวันออกกลาง รายได้ท่องเที่ยวคาด 1.5 ล้านล้านบาท
5. รายจ่ายภาครัฐ
การบริโภคภาครัฐคาดโต 2.7% และการลงทุนภาครัฐ 1.7% จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและปรับแผนการใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ สศค.คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตได้ในช่วง 1.1-2.1% โดยยังมีแรงสนับสนุนจากทั้งภาคต่างประเทศและในประเทศ ด้านการส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 6.2% ตามอุปสงค์จากประเทศคู่ค้า ขณะที่การนำเข้าขยายตัวสูงถึง 13.9% จากการเร่งนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ และผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบ คาดการณ์ 0.3%
ด้านการบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะเติบโต 2.3% จากแรงหนุนของภาคท่องเที่ยวและมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 3.2% ตามการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น และการเร่งรัดโครงการลงทุนจริงผ่านมาตรการต่างๆ
“แม้มีแรงกดดัน แต่การลงทุนยังเดินหน้าได้ ตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนบีโอไอยังสูง สะท้อนความเชื่อมั่นในระยะยาวขณะเดียวกัน ภาครัฐยังคงมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ โดยการบริโภคภาครัฐคาดโต 1.3% และการลงทุนภาครัฐ 1.7% จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน"
อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลคือความไม่แน่นอน เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ต้องทำคือเข้าไปช่วยแบบมีเป้าหมาย และใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่าน ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล อีกทั้งกระทรวงการคลังยืนยันพร้อมใช้พื้นที่นโยบายการคลังอย่างยืดหยุ่น โดยยังคงยึดวินัยการคลัง แต่สามารถผ่อนคลายได้หากจำเป็น พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศแตะ 30% ของ GDP
“วิกฤตครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญ และต้องนำไปสู่การปฏิรูป ทั้งการเพิ่มรายได้รัฐ และการลดการพึ่งพาน้ำมัน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน” นายวินิจกล่าว
ทั้งนี้ สศค.ชี้ว่า ทุกเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมีผลต่อจีดีพี โดย ทุก 1 แสนล้านบาท จะช่วยเพิ่มจีดีพีได้ราว 0.27% ขณะที่มาตรการกระตุ้นการบริโภคและการใช้จ่ายภาครัฐยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น
สำหรับยังต้องติดตามปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 1.ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน ,2.ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า ,3.สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้ง และ4.คามเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ ที่ยังอยู่ในระดับสูง
นายวินิจกล่าว กล่าวต่อว่า กระทรวงการคลังมองว่า แม้เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แต่ยังมี ฐานความแข็งแรง และศักยภาพในการฟื้นตัว หากสามารถบริหารความเสี่ยงและเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพาเศรษฐกิจไทยกลับสู่เส้นทางการเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืน








