ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดี (24 เม.ย.) ปิดการซื้อขายในแดนลบ ท่ามกลางภาวะผันผวนต่อเนื่อง โดยแรงกดดันหลักมาจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และความคาดหวังต่อการยุติความขัดแย้งที่เริ่มเลือนลางลง ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังประเมินผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาทั้งเชิงบวกและลบผสมกัน
โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวลดลง 179.71 จุด หรือ 0.36% ปิดที่ 49,310.32 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 29.50 จุด หรือ 0.41% ปิดที่ 7,108.40 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลง 219.06 จุด หรือ 0.89% ปิดที่ 24,438.50 จุด โดยแรงขายกระจายตัวในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและพลังงาน
บรรยากาศการซื้อขายช่วงแรกยังคงทรงตัวในกรอบแคบ หลังมีรายงานว่าอิหร่านได้ยกระดับมาตรการควบคุมความปลอดภัยบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเผยแพร่วิดีโอที่อ้างว่าเป็นปฏิบัติการของหน่วยคอมมานโดในการเข้ายึดเรือสินค้าขนาดใหญ่ อีกทั้งยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มปรับตัวลงแรงในเวลาต่อมา หลังมีรายงานว่า กาลิบาฟ หัวหน้าคณะเจรจาของอิหร่าน ได้ลาออกจากทีมเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลต่อแนวโน้มความตึงเครียดในภูมิภาค
ด้านราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากความเสี่ยงด้านอุปทาน หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาทองคำร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์ จากแรงกดดันของตลาดที่คาดว่าเงินเฟ้ออาจปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาดไว้








