ข่าวเศรษฐกิจ

ราคาน้ำมันดิบ 12/04/69 จับตาผันผวน ตะวันออกกลางเดือด

แชร์ข่าว

วิเคราะห์ราคาน้ำมันดิบโลกวันที่ 12 เมษายน 2569 ปัจจัยหนุนจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง อุปทานตึงตัว และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย พร้อมแนวโน้มในอนาคต

จับตาสถานการณ์! ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งไม่หยุด ทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้งในวันที่ 12 เมษายน 2569 ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนระอุ อะไรคือปัจจัยเบื้องหลัง และประเทศไทยจะรับมืออย่างไร?

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันที่ 12 เมษายน 2569 โดยน้ำมันดิบเบรนต์ทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI แตะระดับ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลเกี่ยวกับอุปทานที่ตึงตัวจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น และการตัดสินใจคงกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ การปรับขึ้นครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานของประเทศไทยและอาจกระตุ้นเงินเฟ้อ ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่รออยู่

ความตึงเครียดตะวันออกกลาง: ปัจจัยหลักหนุนราคา

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลัก และความเสี่ยงที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก อาจถูกปิดกั้น ความไม่แน่นอนทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์นี้สร้างความวิตกให้กับตลาดอย่างมาก นักวิเคราะห์จากธนาคารกรุงเทพประเมินว่า หากความขัดแย้งขยายวงกว้างออกไป ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ภายในไตรมาส 2 ของปีนี้

OPEC+ ยืนยันคงกำลังการผลิต: อุปทานตึงตัวต่อเนื่อง

นอกเหนือจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว การตัดสินใจของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) ที่จะยังคงมาตรการลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจจนถึงสิ้นปี 2569 ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งที่ทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกยังคงตึงตัว การประชุมล่าสุดของ OPEC+ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ยืนยันถึงเจตนารมณ์ในการรักษาสมดุลของตลาดและพยุงราคา ซึ่งสวนทางกับความต้องการใช้น้ำมันที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจากจีนและอินเดีย สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า การคงกำลังการผลิตนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันภาวะอุปทานล้นตลาดในระยะยาว แต่กลับส่งผลให้ราคาระยะสั้นพุ่งสูงขึ้น

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย: ค่าครองชีพพุ่ง เงินเฟ้อเร่งตัว

การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันจะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อไปยังราคาขายปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวกับข่าวสดว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทุก 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้เงินเฟ้อของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 0.05-0.1% ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่กำลังเปราะบางอยู่แล้ว นอกจากนี้ ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทำให้ต้นทุนการนำเข้าและส่งออกสินค้าสูงขึ้น ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

มาตรการรับมือของภาครัฐและภาคธุรกิจ

รัฐบาลไทยกำลังพิจารณามาตรการต่างๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เช่น การตรึงราคาน้ำมันดีเซล การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการอุดหนุน และการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้มีข้อจำกัดด้านงบประมาณและอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว ภาคธุรกิจเองก็ต้องปรับตัว เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การปรับเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งเพื่อลดระยะทาง และการพิจารณาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นผ่านประชาชาติธุรกิจว่า ภาคเอกชนจำเป็นต้องวางแผนรับมือความผันผวนของราคาพลังงานอย่างรอบคอบ เพื่อรักษากำไรและไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภคมากเกินไป

แนวโน้มในอนาคต: ความผันผวนยังคงอยู่

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบจะยังคงมีความผันผวนสูงตลอดปี 2569 โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่คาดเดายาก การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงไม่แน่นอน และนโยบายด้านพลังงานของประเทศผู้ผลิตและผู้บริโภครายใหญ่ การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอาจเป็นทางออกในระยะยาว แต่ในระยะสั้น การบริหารจัดการความเสี่ยงจากราคาพลังงานยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้

สรุปได้ว่า ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นในวันที่ 12 เมษายน 2569 เป็นผลจากปัจจัยซับซ้อนทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการคงกำลังการผลิตของ OPEC+ ซึ่งสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน การรับมือกับความผันผวนนี้ต้องอาศัยทั้งมาตรการระยะสั้นจากภาครัฐและการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ของภาคธุรกิจ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความท้าทายด้านพลังงานนี้ไปได้ และมุ่งสู่การสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว