ข่าวเศรษฐกิจ

รายงานพิเศษ: วิกฤติน้ำมันแพง พ่นพิษค่าครองชีพ เมื่อ "ปากท้อง" ต้องสู้กับ "ราคาพลังงาน"

แชร์ข่าว

ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบนป้ายราคาสถานีบริการน้ำมันอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็น "ระเบิดเวลา" ที่ส่งผลกระทบลูกโซ่มาถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในตะกร้าจ่ายตลาดของประชาชนทุกคน รายงานฉบับนี้จะเจาะลึกถึงสาเหตุ ผลกระทบ และกลยุทธ์การปรับตัวของภาคประชาชนเพื่อประคองตัวให้รอดพ้นจากวิกฤติค่าครองชีพในครั้งนี้

ทั้งนี้ต้นตอปัญหา เมื่อต้นทุนการขนส่งคือ "เงา" ของราคาสินค้า โดยราคาน้ำมันเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจ เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขยับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อ โครงสร้างต้นทุน ใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ต้นทุนการผลิต : เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากยังคงพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิล ,ต้นทุนการขนส่ง (Logistics) : นี่คือส่วนที่กระทบผู้บริโภคเร็วที่สุด ตั้งแต่การขนส่งวัตถุดิบจากฟาร์มสู่โรงงาน และจากโรงงานสู่ห้างสรรพสินค้า และต้นทุนบรรจุภัณฑ์ : พลาสติกและผลิตภัณฑ์เคมีหลายชนิดเป็นผลผลิตจากปิโตรเลียม เมื่อน้ำมันแพง ต้นทุนแพ็กเกจจิ้งก็ขยับตาม

เมื่อราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้น ทุกๆ 1 บาท มักจะส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2% ซึ่งท้ายที่สุดภาระเหล่านี้จะถูกส่งต่อมายัง "ราคาขายปลีก" ที่ผู้บริโภคต้องจ่าย

ดังนั้นจึงปรากฏการณ์ "ของแพงทั้งแผ่นดิน" ซึ่งจากผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน พบว่าสินค้าที่ได้รับผลกระทบสูงสุดและสร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง ได้แก่ กลุ่มอาหารสด : เนื้อหมู ไก่ ไข่ไก่ และผักสด เนื่องจากมีต้นทุนค่าอาหารสัตว์และค่าขนส่งจากแหล่งผลิต ,สินค้าอุปโภคพื้นฐาน : น้ำมันพืช ข้าวสาร ผงซักฟอก และเครื่องปรุงรส และอาหารจานด่วน : ร้านอาหารตามสั่งเริ่มมีการปรับราคาขึ้น 5-10 บาทต่อจาน หรือลดปริมาณลงเพื่อรักษาภาระต้นทุน

ส่งผลให้ต้องมีการปรับตัว เพื่อทางรอดในยุคข้าวยากหมากแพง โดยเมื่อรายได้โตไม่ทันรายจ่าย ประชาชนส่วนใหญ่จึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเงินในกระเป๋าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่

1.การปรับพฤติกรรมการซื้อ (Smart Shopping)

เลือกซื้อสินค้าแบรนด์รอง (House Brands): ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าตราห้างสรรพสินค้าที่มีราคาถูกกว่าแบรนด์ดัง 10-20% แต่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน

การซื้อแบบยกล็อต (Bulk Buying): เลือกซื้อสินค้าในปริมาณมากในช่วงที่มีโปรโมชั่น เพื่อเฉลี่ยต้นทุนต่อหน่วยให้ต่ำลง

เปรียบเทียบราคาผ่านแอปพลิเคชัน: ใช้เทคโนโลยีเช็กราคาและคูปองส่วนลดก่อนออกจากบ้าน

2.การบริหารจัดการพลังงาน (Energy Saving)

วางแผนการเดินทาง: การรวมโปรแกรมทำธุระไว้ในวันเดียว หรือการใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว

ทางเลือกพลังงานใหม่: ครัวเรือนที่มีกำลังซื้อเริ่มตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว

3. การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น (Strict Budgeting)

หลักการ 50-30-20: หลายครอบครัวเริ่มนำหลักการบัญชีครัวเรือนมาใช้ โดยเน้นจ่ายในสิ่งที่ "จำเป็น" (Needs) มากกว่าสิ่งที่ "ต้องการ" (Wants)

ประกอบอาหารเอง: การลดการสั่งอาหารผ่าน Delivery หรือการรับประทานนอกบ้าน เพื่อประหยัดค่าบริการและค่าเซอร์วิสชาร์จ

อาจจะกล่าวได้ว่าวิกฤติน้ำมันแพงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาชั่วคราว แต่เป็นแบบทดสอบความแข็งแกร่งของภาคครัวเรือนไทย การปรับตัวที่เกิดขึ้นในวันนี้—ไม่ว่าจะเป็นการประหยัด การใช้เทคโนโลยีช่วยเลือกซื้อสินค้า หรือการวางแผนการเงินที่รัดกุม—อาจกลายเป็น "บรรทัดฐานใหม่" (New Normal) ของการใช้ชีวิตในอนาค

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการปรับตัวของประชาชนแล้ว "บทบาทของภาครัฐ" ในการเข้ามากำกับดูแลราคาสินค้าไม่ให้ถูกฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินจริง และการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเพื่อพยุงราคาพลังงาน ยังคงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนก้าวข้ามผ่านวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ไปได้อย่างยั่งยืน