วันที่ 11 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการประชุมครม.นัดพิเศษ ว่า นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการครองชีพประชาชน โดยระยะสั้นเรื่องค่าครองชีพของประชาชนได้เริ่มดำเนินการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมามีการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการรายเล็ก และรายใหญ่ รวมถึงผู้ประกอบการค้าส่งทั่วประเทศ อย่างน้อย 300 กว่า รายการที่จะส่งมอบสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นราคาประหยัด ส่วนลดถึง 58% เพราะตระหนักดีว่าถ้าค่าครองชีพสูงขึ้น ประชาชนก็จะมีความเดือดร้อน ซึ่งสินค้าทั้ง 3,000 กว่ารายการที่เราได้ส่งมอบไปแล้วตอนนี้มีอยู่ในพื้นที่ทั่วทั้ง 77 จังหวัด รวมทั้งที่กรุงเทพฯด้วยหลายแห่ง โดยระยะสั้นเรื่องค่าครองชีพของประชาชนได้เริ่มดำเนินการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมามีการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการรายเล็ก และรายใหญ่ รวมถึงผู้ประกอบการค้าส่งทั่วประเทศ อย่างน้อย 300 กว่า รายการที่จะส่งมอบสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นราคาประหยัด ส่วนลดถึง 58% เพราะตระหนักดีว่าถ้าค่าครองชีพสูงขึ้น ประชาชนก็จะมีความเดือดร้อน ซึ่งสินค้าทั้ง 3,000 กว่ารายการที่เราได้ส่งมอบไปแล้วตอนนี้มีอยู่ในพื้นที่ทั่วทั้ง 77 จังหวัด รวมทั้งที่กรุงเทพฯด้วยหลายแห่ง
ส่วนในเฟสต่อไปหลังจากที่ได้รับการอนุมัติงบประมาณจากครม.จะเริ่มทำ 2 ส่วน คือ นำเอาสินค้า SE โดยเอาผู้ประกอบการรายเล็ก รายน้อยทั่วทั้งประเทศนเข้ามาลงในระบบนำเอาสินค้าที่ท่านมีอยู่ มีคุณภาพที่ดีมีระดับ ก็จะทำการขายเลย หรือส่งต่อไปในเครือข่ายของร้านค้าทั่วประเทศ แต่ถ้ายังมีความคุณภาพอา่จจะปรับปรุงได้ ก็จะปรับคุณภาพให้ดีขึ้น โดยทำงานประสานกับอุตสาหกรรมในเรื่องของ มอก. ที่มีการทำร่วมกัน และร่วมกับทางสาธารณสุขในเรื่องของ อย. เป็นการยกระดับสินค้า SE ให้สามารถขายได้ทั่วประเทศ สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายเล็ก
การช่วยในการขายแบบออนไลน์ เพราะอาจไม่สามารถไปซื้อสินค้าได้ทุกที่ ก็จะทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีการอบรมความร่วมมืออย่างน้อย 4 แพลตฟอร์ม Thailand Postmart Next Gen TikTok Shopee โดยทั้ง 4 แพลตฟอร์มจะไม่คิดค่า GP ในขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะช่วยเรื่องค่าขนส่ง เป็นการช่วยผู้ประกอบการ และคนที่ต้องการสั่งซื้อ รวมถึงมีคูปองลดราคา จำนวน 500,000 ใบ โดยมีการคัดเลือกผู้ประกอบการ SE ที่ไม่ได้เป็นการซื้อมาขายไป มีมาตรฐานจริง มีความพร้อมที่จะขึ้นออนไลน์ โดยตั้งเป้าช่วงสร้าง 2,000 ราย ในการที่จะเข้ามา register ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์นี้ ซึ่งมีคูปองลดราคาใบละ 100 บาท และ 250 บาท
ส่วนเหตุผลที่ให้ทำอย่างนี้ก็เพื่อให้คนเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์สินค้าของ SMEs มีโอกาสสร้างรายได้ มีการหมุนเวียนสินค้า และสร้างแบรนด์สร้างตลาดให้กับ SE เป็นสิ่งที่ทำได้เลยทันที และเรื่องการพัฒนา SE ทั้งระบบในประเทศ มีการตั้งเป้าไว้จะไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย ที่จะรับลงทะเบียนขายทั้งทางออนไลน์ และออฟไลน์ ก็จะมีการนำมารียนเป็นระยะๆ
และเรื่องสินค้าราคาพิเศษ โดยกลุ่มพื้นที่มีความต้องการเป็นพิเศษ อาจมีทั้งกลุ่มเปราะบาง กลุ่มชนบทห่างไกล มีรายการธงฟ้า ซึ่งมีการขออนุมัติงบประมาณในการลงกระจายไปทั่วทั้งระบบ 500 กว่าจุด มีการจัดการเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา เช่น ชุดนักเรียน-อุปกรณ์การเรียนการสอน มีการทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะส่งมอบชุดนักเรียน และก็อุปกรณ์การเรียนการสอน ราคาพิเศษให้โรงเรียนกว่า 1,000 แห่ง เพื่อช่วยลดภาระของผู้ปกครอง ซึ่งจะเปิดเทอมในเดือนพฤษภาคมนี้ และประสานกับหลายภาคส่วนในการจัดตลาดนัด ประมาณ 1,000 แห่ง ทั่วประเทศ ในการนำสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน วางขายตามจุดตลาดนัดต่างๆ ร่วมกันกับกระทรวงพลังงานในการใช้พื้นที่สถานีปั๊มน้ำมัน โดยเอาสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน มาวางขายให้ผู้ซื้อ และผู้ขายมาเจอกัน อีกทั้งประชาชนที่อยู่ห่างไกล เข้าไม่ถึงตลาดนัด ไม่ถึงจุดที่มีสินค้าราคาพิเศษธงฟ้า ยังมีธงฟ้าเคลื่อนที่ และโครงการรถพุ่มพวง เข้าไปตามจุดที่มีความห่างไกล ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2,000 กว่าคัน และมีการเปิดรับเพิ่มเติม เพื่อทำให้เต็มจำนวน 5,000 คัน
นางศุภจี กล่าวถึงโครงการปุ๋ยระยะยาวว่า่ มีการทำงานลักษณะของคลัสเตอร์หรือบูรณาการ ซึ่งท่านรองนายกฯเอกนิติ เป็นต้นทางในเรื่องใช้ธนาคารเกษตร และสหกรณ์ ในการส่งมอบดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งกระทรวงเกษตรจะดูแลในเรื่องของดินในแต่ละพื้นที่ผ่านทางกรมวิชาการเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน ดูว่าพื้นที่ดินเนี่ยต้องการปุ๋ยประเภทไหน เพราะฉะนั้นปุ๋ยสูตรพิเศษอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ตรงกับพื้นที่ทีเดียว แต่ถึงอย่างไรผู้ประกอบการที่ขายปุ๋ยสูตรพิเศษยังขายได้อยู่ แต่ขอให้ช่วยขายแม่ปุ๋ยให้กับโครงการนี้ คือ โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง ซึ่งที่ผ่านทางข้อมูลกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน โดยที่ดินตรงนี้มีความต้องการปุ๋ยตัว N ตัว P ตัว K มากน้อยแค่ไหน และให้ทาง สกป. หรือว่าสหกรณ์การเกษตร เป็นคนช่วยให้ความรู้กับแหล่งชุมชน นอกจากนี้ยังมีกระทรวงอุดมศึกษาฯ (อว.) ที่จะช่วยเรื่องการทำวิจัย เพื่อจะได้ใช้ความแม่นยำมากยิ่งขึ้นในเรื่องของฤดูกาล และพืชที่มีความต้องการเป็นพิเศษ และจากสถานการณ์ปุ๋ยที่กันดีว่า ปุ๋ยยังต้องพึ่งพาการนำเข้า และยังมีความตึงตัวในเรื่องของวัตถุดิบ คือ ยูเรีย ซึ่งปุ๋ยของประเทศนั้นยูเรีย มีส่วนที่ประกอบในปุ๋ย 30 - 36 % นั่นหมายความว่าไม่ใช่ปุ๋ยทั้งระบบมีปัญหา
"ในช่วงเดือนมีนาคม เราเข้าใจว่าสามารถจะมีปุ๋ยได้ใช้จนถึงเดือนสิงหาคม เหตุผลเพราะว่ามีทั้งสต็อกในประเทศ และที่กำลังทยอยเข้ามาในประเทศ และที่กำลังสั่งมีสัญญาแล้วยังไม่ได้โหลดขึ้นเรือ พอเวลาผ่านมาช่วงระยะประมาณกลางเดือนถึงปลายเดือนมีนาคม ทราบว่ามีเรือขนปุ๋ยอย่างน้อย 5 ลำ ที่โหลด แล้วแต่ติดค้างอยู่ในช่องแคบสุเอซ ท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ท่านปานปรีย์ ช่วยพยายามที่จะไปเจรจาขอให้ปล่อยเรือออกมาจากช่องแคบ เพื่อที่จะได้มีวัตถุดิบปุ๋ยเพิ่มเติม ขณะเดียวกันทางสมาคมปุ๋ย กระทรวงเกษตรฯ และพาณิชย์ พยายามที่จะหาแหล่งวัตถุดิบนำเข้ามาเพิ่มเติม โดยในช่วงนั้นสามารถที่จะมีปุ๋ยจนถึงประมาณเดือนเมษายน แต่เมื่อมีการหาแหล่งเพิ่มเติม เช่น มีการนำปุ๋ยด้าน เข้ามาจากมาเลเซีย บรูไน ซึ่งยังได้ไม่มากนะคะ เราก็สามารถขยายมาจนถึงเดือนพฤษภาคม แล้วปัจจุบันค่ะ ทั้งสมาคมปุ๋ย ทั้งเกษตรกรของเรา ทั้งกระทรวงเกษตร และก็กระทรวงพาณิชย์ ก็พยายามที่จะหาแหล่งปุ๋ยเข้ามาเพิ่มเติมให้ได้อย่างต่อเนื่อง"
สำหรับการดูแลเรื่องราคาปุ๋ย มีโครงการธงเขียว ซึ่งได้รับการอนุมัติจากครม. เดิมเคยให้ที่ 200 บาท ต่อ 5 กระสอบ เพิ่มขึ้นให้เป็น 300 บาทต่อกระสอบ ที่ 5 กระสอบ และถ้ายังมีความต้องการก็จะให้ในเรื่องของการซื้อเคมีเกษตรอีก 50 บาท ดังนั้นจะให้ครอบครัวในหนึ่งครัวเรือนประมาณ 1,550 บาท อันนี้ เกษตรกรจะต้องมีเล่มเขียวที่ขึ้นทะเบียนเป็นการซื้อปุ๋ย ซึ่งวันนี้จะทำโครงการนี้ทันที อีกส่วนหนึ่งคือ ถ้ามีบัตรดินดี ซึ่งอันนี้ทำงานร่วมกันกระทรวงเกษตร ถ้าท่านมีข้อมูลของบัตรดินดี และได้ในเรื่องของบัตรดินดีเนี่ยเราให้เพิ่มอีก 1 กระสอบ เป็น 6 กระสอบนะคะ และเราก็เพิ่มในเรื่องของการให้คูปองในการลดในการซื้อปุ๋ยอินทรีย์ เพราะว่าเราก็อยากจะสนับสนุนให้เริ่มใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้นนะคะ ก็ให้อีก 250 บาท ดังนั้นเนี่ยถ้าทำทั้งหมด คือ มีหนังสือเล่มเขียว บัตรดินดี จะได้ส่วนลดรวม 2,100 บาท อันนี้ก็มีเป้าหมายที่จะทำ รวมทั้งมีการทำงานประสานกันกับสมาคมปุ๋ย และก็ทางกระทรวงเกษตรในการปรับสูตรเคมีให้มีความหลากหลาย และลดความพึ่งพาตัววัตถุดิบนำเข้า เพื่อจะให้วัตถุดิบที่มีสามารถยืดระยะได้ต่อไปอีก จากพฤษภาคมเป็นเดือนไหน ก็จะมานำแจ้งเพิ่มเติม







