ซูเปอร์โพล ชี้คนไทยมอง ‘น้ำมันแพง’ เกิดจากปัจจัยโลก มากกว่ารัฐบาล วอนเปิดข้อมูลราคาเรียลไทม์-ปราบกักตุน สร้างความมั่นใจ ‘น้ำมันมีพอและเป็นธรรม‘
วันที่ 5 เม.ย.69 สำนักวิจัย ซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจเรื่อง ปัญหาน้ำมันแพง อะไรคือต้นเหตุและทางแก้ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) รวมจำนวนตัวอย่างในการวิเคราะห์ทางสถิติทั้งสิ้น 1,238 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 – 4 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา โดยใช้วิธีสัมภาษณ์และออนไลน์ และมีค่าความคลาดเคลื่อนประมาณ ±2.8% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%
1) “สาเหตุหลัก” ที่ทำให้น้ำมันแพงในขณะนี้คืออะไร
เมื่อถามประชาชนว่า “ท่านคิดว่า “สาเหตุหลัก” ที่ทำให้น้ำมันแพงในขณะนี้คืออะไร” พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับปัจจัยเชิงโครงสร้างและปัจจัยภายนอกประเทศมากกว่าปัจจัยเชิงตัวบุคคล โดยร้อยละ 34.8 ระบุว่า “สงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันตลาดโลก” เป็นสาเหตุหลัก ซึ่งสะท้อนการรับรู้ในระดับมหภาคว่าราคาพลังงานในประเทศผูกโยงกับภูมิรัฐศาสตร์และตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ รองลงมา ร้อยละ 23.6 เห็นว่า “โครงสร้างราคาพลังงานของไทย เช่น ภาษี กองทุน และต้นทุนสะสม” เป็นปัจจัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าประชาชนตระหนักถึงบทบาทของกลไกเชิงสถาบันและนโยบายภายในประเทศ ขณะที่ร้อยละ 17.9 ระบุว่า “การบริหารจัดการของรัฐบาล” เป็นสาเหตุหลัก สะท้อนมิติของความคาดหวังต่อรัฐ แม้จะไม่ใช่ปัจจัยอันดับหนึ่ง แต่ยังมีน้ำหนักเชิงการเมืองและนโยบายที่สำคัญ
ในขณะเดียวกัน ร้อยละ 12.4 มองว่า “ผู้ค้าน้ำมัน/โรงกลั่น/กลไกธุรกิจพลังงาน” เป็นสาเหตุหลัก บ่งชี้ถึงการรับรู้บทบาทของภาคเอกชนและโครงสร้างตลาดในระบบพลังงาน ส่วนร้อยละ 6.3 ที่ระบุ “ค่าเงินบาทและเศรษฐกิจไทย” สะท้อนการเชื่อมโยงกับตัวแปรเศรษฐกิจมหภาค แม้จะอยู่ในระดับรอง และร้อยละ 5.0 ที่ระบุ “ข่าวลือ/ความตื่นตระหนกของสังคม” ซึ่งมีสัดส่วนต่ำสุด ชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่มองปัจจัยเชิงจิตวิทยาสังคมเป็นต้นเหตุหลัก เมื่อสังเคราะห์ภาพรวมสามารถจัดกลุ่มการรับรู้ได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ ปัจจัยภายนอก (34.8%) ปัจจัยเชิงโครงสร้างภายใน (23.6%) และปัจจัยเชิงตัวแสดง ได้แก่ รัฐ (17.9%) และภาคธุรกิจ (12.4%) ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค (6.3%) และข่าวลือ (5.0%) มีบทบาทรอง ผลดังกล่าวสะท้อนว่า การรับรู้ของประชาชนมีลักษณะเชิงระบบ (systemic perception) มากกว่าการชี้โทษเชิงบุคคล และมีนัยสำคัญต่อการออกแบบนโยบายและการสื่อสารสาธารณะของรัฐในภาวะวิกฤตพลังงาน
2) ท่านเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่าราคาน้ำมันปัจจุบันสะท้อนต้นทุนจริง
ประชาชนร้อยละ 9.7 ระบุว่าเชื่อมั่นมากที่สุด และร้อยละ 18.5 เชื่อมั่นมาก รวม ร้อยละ 28.2 ที่มีความเชื่อมั่นในระดับสูง ขณะที่ ร้อยละ 31.4 ระบุว่าปานกลาง ส่วน ร้อยละ 22.6 เชื่อมั่นน้อย และ ร้อยละ 17.8 เชื่อมั่นน้อยที่สุด รวม ร้อยละ 40.4 ที่ยังมีข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสของโครงสร้างราคา
ผลข้อนี้ชี้ว่า แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะไม่ได้โทษรัฐบาลโดยตรง แต่ยังมีช่องว่างด้านความเชื่อมั่นเรื่อง “ราคาสะท้อนต้นทุนจริงหรือไม่” ซึ่งเป็นโจทย์ของการสื่อสารและความโปร่งใสเชิงนโยบาย
3) หากรัฐบาลต้องเลือกมาตรการเร่งด่วนที่สุดเพื่อแก้ปัญหาน้ำมันแพง ควรทำอะไร
ประชาชนเห็นว่า มาตรการอันดับแรกที่รัฐบาลควรทำคือ เปิดเผยโครงสร้างราคาทั้งหมดให้ตรวจสอบได้ ร้อยละ 29.1 รองลงมา ลดภาษีหรือปรับกลไกกองทุนน้ำมันร้อยละ 23.8 และ ตรวจสอบและปราบปรามการกักตุน/เอาเปรียบ ร้อยละ 18.7 ส่วน ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ร้อยละ 11.2 ควบคุมราคาชั่วคราว ร้อยละ 9.6 และ ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ร้อยละ 7.6
ภาพรวมสะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้คาดหวังแค่ “ให้รัฐลดราคาทันที” แต่ต้องการทั้งความโปร่งใสและความเป็นธรรมในระบบมากกว่าและมองว่ารัฐบาลไม่ได้มีอำนาจควบคุมราคาน้ำมันโดยตรงทั้งหมด
4) ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการเปิดข้อมูลราคาน้ำมันแบบเรียลไทม์ให้ประชาชนตรวจสอบได้
ประชาชน ร้อยละ 47.9 เห็นด้วยมาก และ ร้อยละ 33.5 เห็นด้วย รวมเป็น ร้อยละ 81.4 ที่สนับสนุนการเปิดข้อมูลแบบเรียลไทม์ ขณะที่ ร้อยละ 10.2 ไม่แน่ใจ ร้อยละ 4.9 ไม่เห็นด้วย และ ร้อยละ 3.5 ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ผลนี้ชี้ชัดว่า ทางออกที่ได้รับแรงสนับสนุนสูงที่สุดคือ “ความโปร่งใส” ให้ประชาชนสามารถเกาะติดความจริงแบบเป็นปัจจุบันด้วยกระดานข้อมูลราคาน้ำมันแบบเรียลไทม์เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้
5) หากเกิดสถานการณ์น้ำมันไม่พอใช้ สิ่งแรกที่รัฐบาลควรทำคืออะไร
เมื่อเผชิญสมมติฐานวิกฤต “น้ำมันไม่พอใช้” กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับมาตรการเชิงระบบและการบริหารจัดการทรัพยากรเป็นอันดับแรก โดยร้อยละ 30.6 ระบุว่า รัฐบาลควร “จัดสรรน้ำมันให้เพียงพอและบริหารสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ” สะท้อนความคาดหวังต่อบทบาทรัฐในฐานะผู้ดูแลเสถียรภาพของทรัพยากรพื้นฐาน ขณะที่ร้อยละ 21.7 เห็นว่า “การสื่อสารข้อมูลให้ชัดเจนเพื่อลดความตื่นตระหนก” เป็นสิ่งสำคัญ แสดงให้เห็นว่ามิติด้านข้อมูลข่าวสารและการบริหารการรับรู้ (information management) มีบทบาทรองลงมาอย่างมีนัยสำคัญ ใกล้เคียงกับร้อยละ 20.9 ที่ให้ความสำคัญกับ “การปราบปรามการกักตุนและการตรวจเข้มทั่วประเทศ” ซึ่งสะท้อนความต้องการให้รัฐสร้างความเป็นธรรมและป้องกันพฤติกรรมฉวยโอกาสในภาวะวิกฤต
ในขณะที่มาตรการแทรกแซงเชิงราคาและการควบคุมการบริโภคได้รับการสนับสนุนในระดับรอง โดยร้อยละ 14.3 เห็นว่าควร “ควบคุมราคาไม่ให้สูงเกินไป” และร้อยละ 8.8 เสนอให้ “จำกัดการซื้อ เช่น การกำหนดโควตาหรือวันเติมน้ำมัน” ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนมิได้ให้ความสำคัญกับการควบคุมเชิงปริมาณหรือราคาเป็นอันดับแรก ส่วนร้อยละ 3.7 ที่ระบุ “การสนับสนุนพลังงานทางเลือก” เป็นสัดส่วนต่ำสุด บ่งชี้ว่ามาตรการระยะยาวยังไม่ถูกมองว่าเป็นคำตอบเร่งด่วนในภาวะวิกฤตเฉพาะหน้า เมื่อสังเคราะห์ภาพรวมสามารถจัดลำดับความสำคัญได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ (1) การบริหารจัดการทรัพยากรให้เพียงพอ (30.6%) (2) การสื่อสารและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมพฤติกรรมสังคม (21.7% และ 20.9%) และ (3) มาตรการแทรกแซงตลาดและแนวทางระยะยาว (14.3%, 8.8% และ 3.7%) ผลดังกล่าวสะท้อนว่า ประชาชนคาดหวังให้รัฐเน้น “เสถียรภาพและความเป็นธรรมของระบบ” มากกว่าการใช้นโยบายเชิงควบคุมราคาเพียงอย่างเดียวในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน
6) หากน้ำมันขาดแคลน ประชาชนควรทำสิ่งใดเป็นอันดับแรก
ประชาชน ร้อยละ 32.8 เห็นว่า สิ่งแรกที่ประชาชนควรทำคือ ปรับพฤติกรรมการเดินทาง/การใช้ชีวิต รองลงมา ใช้น้ำมันเท่าที่จำเป็นร้อยละ 24.9 ใช้ขนส่งสาธารณะหรือเดินทางร่วมกันร้อยละ 18.1 ติดตามข้อมูลจากภาครัฐอย่างใกล้ชิดร้อยละ 12.0 ในขณะที่ ร้อยละ 10.7 ไม่กักตุน และร้อยละ 1.5 ระบุอื่น ๆ เช่น ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน และ ต้องทำทุกทางให้พ้นวิกฤต
ผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนมองแนวทางรับมือภาวะน้ำมันขาดแคลนในลักษณะ “การปรับพฤติกรรมเชิงรุก” มากกว่าการรอคอยการช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว โดยให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนวิถีชีวิต (32.8%) การใช้น้ำมันอย่างจำเป็น (24.9%) และการใช้ทางเลือกในการเดินทาง (18.1%) เป็นแกนหลักของการปรับตัวทางสังคมในภาวะวิกฤตพลังงาน
สรุปภาพรวมเชิงนโยบาย
ผลสำรวจตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่า “รัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีเป็นต้นเหตุหลักของน้ำมันแพง” แต่เห็นว่าปัญหาเกิดจากราคาตลาดโลก โครงสร้างพลังงาน และกลไกธุรกิจที่ซับซ้อนมากกว่า อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐบาลยังสูงมากใน 3 เรื่อง คือ การเปิดข้อมูลให้โปร่งใส การจัดการปริมาณน้ำมันให้เพียงพอ และการปราบปรามการกักตุนหรือเอาเปรียบผู้บริโภค
กล่าวอีกอย่างคือ ประชาชนอาจยอมรับได้ว่ารัฐบาล “ไม่ได้คุมทุกอย่าง” แต่รัฐบาลยังต้อง “ทำให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐกำลังคุมสถานการณ์อยู่” ซึ่งสังคมกำลังมองว่าวิกฤตนี้ไม่ใช่แค่น้ำมัน แต่เป็นเรื่องการเมืองและความเข้าใจของสังคมด้วย
ข้อเสนอแนะการใช้ผลสำรวจในงานสื่อสารกับสังคมว่า “ประชาชนส่วนใหญ่มองน้ำมันแพงเป็นผลจากปัจจัยโลกและโครงสร้างพลังงาน มากกว่าความผิดของรัฐบาลโดยตรง แต่รัฐบาลต้องเร่งเปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบการเอาเปรียบ และบริหารปริมาณน้ำมันให้มั่นใจว่าเพียงพอ”
โจทย์ของประเทศไทยวันนี้ คือ ไม่ให้คนไปติดอยู่ที่ “แพง” อย่างเดียว แต่ให้เห็นว่า “มีพอ + ต้องปรับตัว + ต้องเข้าใจระบบ”
สำนักวิจัยซูเปอร์โพล จึงขอเสนอทุกฝ่ายหันหน้ามาช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศ ว่า “วันนี้ น้ำมันอาจ ‘แพง’ แต่ยัง ‘พอ’ และคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ถามว่า เราจะทำให้น้ำมันถูกลงทันทีได้อย่างไรแต่คือ…
เราจะทำอย่างไรให้ประเทศ ‘อยู่ได้อย่างมั่นคง’ ในวันที่น้ำมันยังพอ แต่ราคาไม่เหมือนเดิม”
นั่นคือ ต้องทำ 3 เรื่องพร้อมกัน
1) คุม “ระบบ” ให้พอ
2) ลด “แรงกระแทก” ต่อประชาชน และ
3) ปรับ “พฤติกรรมประเทศ” ระยะยาว








