วันที่ 2 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง(คตร.)เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติสั่งการให้กระทรวงพลังงานเร่งสรุปตัวเลขค่าการกลั่นและค่าการตลาดที่เหมาะสมใหม่ โดยเน้นการตัดต้นทุนที่ไม่เกี่ยวข้องออก และตรวจสอบค่า “War Premium” ตามความเป็นจริง โดยให้เร่งสรุปผลเสนอคณะรัฐมนตรีในวันที่ 6 เม.ย.นี้ เพื่อพิจารณาลดภาระค่าครองชีพประชาชนก่อนเทศกาลสงกรานต์
นายเอกนิติ กล่าวว่า จากการประชุมพบว่าตัวเลขค่าการกลั่นในปัจจุบันอาจสูงเกินความเป็นจริง คณะกรรมการจึงมีคำสั่งให้กระทรวงพลังงานไปจัดทำตัวเลขใหม่ โดยให้ตัดค่าใช้จ่ายบางรายการที่ปัจจุบันถูกนำมารวมคำนวณแต่ไม่ได้มีการจ่ายจริงออกไป เช่น ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย เพื่อให้ค่าการกลั่นลดลงสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
นอกจากนี้คณะกรรมการคตร.ยังให้ความสำคัญกับค่า “War Premium” หรือต้นทุนความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยระบุว่า ปัจจุบันโรงกลั่นในไทยไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางทั้งหมด แต่มีการหาแหล่งน้ำมันจากตลาดอื่นด้วย เพื่อทำให้มีน้ำมันเพียงพอ จึงมอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปหารือกับโรงกลั่นเพื่อศึกษาต้นทุน “War Premium” บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพื่อนำมาใช้คำนวณค่าการกลั่นที่ถูกต้อง
ในส่วนของค่าการตลาด (Marketing Margin)อาจมีการคำนวณสูงและต่ำในบางช่วง มอบกระทรวงพลังงานไปดูราคาค่าการตลาดที่เหมาะสมเป็นเท่าไหร่ ทั้งหมดนี้ เราเชื่อว่า ค่าการกลั่น ค่าการตลาดนี้ จะส่งผลไปสู่ราคาหน้าปั๊มที่คิดกับประชาชนควรจะลดลง อย่างไรก็ตาม แม้คณะกรรมการจะมีกรอบเวลาทำงาน 15 วันตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี แต่ด้วยความห่วงใยในความเดือดร้อนของประชาชน คณะกรรมการตั้งเป้าจะเร่งดำเนินงานให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 6 เมษายนนี้ เพื่อให้สามารถนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ทันท่วงที โดยหวังว่ากลไกนี้จะส่งผ่านไปยังราคาขายปลีกน้ำมันหน้าสถานีบริการและช่วยลดภาระให้ประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ทั้งนี้คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมีการประชุมต่อเนื่องอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (3 เมษายน) เพื่อติดตามความคืบหน้าของตัวเลขและข้อมูลจากกระทรวงพลังงานต่อไป
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าวว่า จากข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 2 เมษายน 2569 พบว่า ค่าการตลาดจากการขายส่ง ขายปลีก ค่าการตลาดน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 1.95 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่า ยังต่ำกว่าระดับความเหมาะสมที่เคยศึกษาไว้เมื่อปีที่แล้ว ว่าควรอยู่ที่ 2.45 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานไปคำนวณราคาค่าการตลาดที่เหมาะสมที่สุดอีกครั้ง เพื่อลดผลกระทบต่อราคาหน้าปั๊มที่เรียกเก็บกับประชาชน
ส่วนค่าการกลั่นนั้น ที่เคยศึกษาไว้เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาจะอยู่ที่ 2 บาทกว่าต่อลิตร แต่ขณะนี้มีขึ้นไป 7 บาทต่อลิตร ถึง 13-14 บาทต่อลิตร เพราะมีต้นทุนสูงขึ้นจากค่าระวางเรือ ประกันภัย ถือเป็นต้นทุนที่ไม่ปกติที่สูงขึ้นมา ซึ่งเราก็ต้องไปดูว่า ราคาที่ขึ้นมานั้นเป็นเท่าไหร่ ซึ่งที่ประชุมมีแนวคิดที่จะนำกลไกการกำหนดเพดานสูงสุดและขั้นต่ำ (Ceiling and Floor) มาใช้ในการกำกับดูแลค่าการกลั่นและค่าการตลาด เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการควบคุมราคาให้มีเสถียรภาพมากขึ้น








