"เอกนิติ" ยอมรับวิกฤตพลังงานหนักกว่าโควิด! เสนอสู้ 3 ทางรอดก้าวสู่อนาคต
เมื่อวันที่ 31 มี.ค.69 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยอมรับว่า วิกฤตด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในขณะนี้อาจจะหนักกว่าวิกฤตโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากสงครามทำให้โครงสร้างพลังงานถูกทำลาย เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างพลังงานอย่างสิ้นเชิง และยังไม่มีใครรู้ว่าสงครามจะเป็นอย่างไร จะจบเมื่อไหร่ ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้ คือการเร่งปรับตัว ซึ่งต้องอยู่บนพื้นฐานของการคิดยาวๆ มองภาพเพียงสั้นๆคงไม่ได้ เพราะโลกกำลังเปลี่ยยนไป ใครปรับตัวได้เร็วกว่าก็จะเป็นผู้ชนะ
"สิ่งที่เห็นชัดเจนจากวิกฤติพลังงานครั้งนี้ คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลาย วันนี้ไม่ใช่แค่การสู้รบกันธรรมดา แต่เป็นการสู้รบที่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ใช้กันมานาน ทั้งโครงสร้างแหล่งผลิตน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แหล่งพลังงานทั้งโลกถูกกระทบไม่ต่างจากตอนโควิด-19 ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับความจริง เพื่อที่จะได้เตรียมพร้อมไปสู่การปรับตัว" นายเอกนิติ กล่าว
ทั้งนี้ แนวคิดสำคัญที่จะเป็นทางรอดเศรษฐกิจไทย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเป็นผู้ชนะ (Winning) ได้ในโลกยุคใหม่ 3 แนวทางได้แก่
1.Target (เป้าหมายชัด) วันนี้มีคำถามว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไปที่เท่าไหร่ และจะอุดหนุนอย่างไร เพราะวิกฤติพลังงานแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่กับประเทศไทย แต่เกิดกับทั้งโลก ราคาน้ำมันปรับขึ้นจาก 90 ดอลลาร์ต่อบาเรล เป็น 240 ดอลลาร์ต่อบาเรล ปรับขึ้นมา 3-4 เท่า แนวทางสำคัญที่แต่ละประเทศปรับตัวในยุคนี้ คือ การเลิกอุดหนุนราคาน้ำมัน เพราะเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับว่าฝืนตลาดไม่ได้ โดยเปลี่ยนมาเป็นการอุดหนุนที่กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบ หรือเดือดร้อน
"ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนจากอุดหนุนราคา เป็นอุดหนุนคน เราก็อาจจะสร้างวิกฤตใหม่ให้กับประเทศได้ เพราะทุกประเทศ ทุกธุรกิจ ทุกคนมีเงินจำกัด การตรึงราคาไว้ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครสามารถเอาชนะตลาดได้ ต้องยอมรับความเป็นจริง หลายประเทศจึงปล่อย เปลี่ยนจากอุดหนุนราคา ไปอุดหนุนคนที่เดือดร้อน คนที่ไม่มีโอกาสแทน เพราะต้องใช้ทรัพยากร โดยเฉพาะงบประมาณที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด" นายเอกนิติ กล่าว
2. Transition (การเปลี่ยนผ่าน) เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เร็วที่สุด ซึ่งมองว่าเรื่อง พลังงานสีเขียว (Green Energy) เพราะสภาพแวดล้อมในครั้งนี้บีบบังคับให้ทุกคนต้องอยู่กับโลกที่ราคาน้ำมันแพงไปอีกระยะใหญ่ และไม่เชื่อว่าราคาน้ำมันจะกลับมาถูกใหม่อีกครั้งในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากโครงสร้างราคาพลังงานในตะวันออกกลางถูกทำลายไปเยอะ กว่าจะฟื้นต้องใช้เวลานาน ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสีเขียวจึงเป็นทางเลือกสำคัญ และจะเป็นพลังงานสะอาดที่ปลอดภัยและยั่งยืนในระยะยาว
โดยในส่วนนี้รัฐบาลมีแผนเร่งการลงทุนใน Solar Farm และ Floating Solar พร้อมปลดล็อกกติกาสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนและผู้ใช้ไฟฟ้า (Direct PPA) เพื่อให้เอกชนและประชาชนสามารถซื้อขายไฟฟ้าตรงได้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้
3.Transform (การปฏิรูปคน) โดย AI ถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือการ Transform คน โดยเฉพาะการนำ AI มาเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนในสังคมผู้สูงอายุ
"สิ่งแรกต้องยอมรับความจริงที่ว่าโลกกำลังเปลี่ยนไป ถ้าเราไม่ยอมรับความเป็นจริง หากยังอยู่แบบเดิม ยังอุดหนุนแบบเดิมมันจะไม่ใช่ Winning แต่จะกลายเป็น Loser เพราะมันจะสร้างปัญหาให้เจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทรัพยากรที่เรามีจำกัด ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดูแลกลุ่มเปราะบางในโลกที่เปลี่ยนไปและเขาไม่สามารถปรับตัวได้เร็ว เราต้องเปลี่ยนผ่าน จึงต้องใช้กลไกตลาดทุนเข้ามาช่วยในการเปลี่ยนผ่าน การช่วยคนตัวเล็ก"นายเอกนิติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ ยืนยันว่า โครงการ Thailand Individual Savings Account : TISA ต้องเกิดขึ้นแน่นอน เพราะจะไม่ใช่แค่กระตุ้นให้ตลาดทุนโต แต่เป็นแหล่งเงินออมระยะยาวให้คนตัวเล็กเปลี่ยนผ่านจากโลกที่ผันผวน เราต้องทำให้เร็วกว่า เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพื่อรองรับแรงกระแทกในภาวะที่โลกผันผวน
#เอกนิติ #วิกฤตพลังงาน #พลังงานสีเขียว #TISA #AI #พลังงานหมุนเวียน #พลังงานสะอาด #โครงการออมทรัพย์ #ThailandIndividualSavingsAccount #เศรษฐกิจไทย #การปฏิรูป #การเปลี่ยนผ่าน







