วันที่ 25 มีนาคม 2569 นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า จากกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศจะลอยตัวดีเซลจากที่คุมเพดานราคาดีเซล 33 บาท/ลิตร นั้นเห็นด้วยที่จะขยับราคาขึ้น แต่ก็เห็นว่าไม่ควรลอยตัวเท่าตลาดโลก เพราะหากขยับขึ้น ราคาดีเซลจะไปอยู่ที่ราว 60 บาท/ลิตร ซึ่งอาจจะกระทบประชาชน ค่าครองชีพสูงมาก ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสม คือ ราคาอยู่ที่ราว 40 บาทต่อลิตร โดยรูปแบบเพื่อไม่ให้กระชาก มากเกินไปก็ควรจะทยอยขึ้น สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ปรับจาก 33 บาท เป็น 35 บาท, 37 บาท จนชนเพดาน 40 บาท เพื่อให้ ประชาชนค่อย ๆ ปรับตัว ปรับพฤติกรรม พร้อมๆ กับรณรงค์หรือออกมาตาการเข้มข้น ส่งเสริมการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ ราคาดีเซลในไทยเคยพุ่งไปสูงสุด 44.24 บาทต่อลิตร ในเดือนกรกฎาคม 2551 ซึ่งเป็นรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น เกิดจากสถานการณ์ราคาพลังงานแพงทั่วโลกช่วงนั้น รัฐบาลต้องออกมาตรการ "6 มาตรการ 6 เดือน" เพื่อลดค่าครองชีพ เช่น การขึ้นรถเมล์และรถไฟฟรี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ลดภาษีดีเซล โดยใช้งบฯ สนับสนุน 5.4 หมื่นล้านบาท
นายเมธัส กล่าวว่า ความจำเป็นต้องขึ้นราคาดีเซล เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนสูงมาก หากใช้ระดับนี้ต่อไป เมื่อรัฐบาลต้อง ออก พ.ร.ก.เงินกู้มาค้ำประกันการกู้เงินของกองทุนฯก็จะกระทบหนี้สาธารณะของประเทศให้สูงขึ้นตามไปด้วย กระทบฐานะการคลังของภาครัฐที่จะต้องไปดูแลด้านอื่นๆ อย่างไรก็ดี การดูแลดีเซล 40 บาท ก็จะต้องใช้ กองทุนน้ำมันฯ และลดภาษีสรรพสามิต ดูแลควบคู่ไปด้วย ราว 2-3 บาทต่อลิตร โดยแม้ว่าในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมาจะมีข่าวดีเจรจายุติสงครามในตะวันออกกลางออกมาบ้าง แต่ก็ยังไว้ใจไม่ได้ เพราะเป็นข่าวที่ออกมาจากสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว ทำให้ยังคงมีโอกาสที่สงครามจะลากยาวไปมากกว่า 3 เดือน และจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตพลังงานในหลายพื้นที่ ทำให้แม้ว่าสงครามจะสงบลงแต่ก็ต้องใช้เวลาในการแก้ไขซ่อมแซม จึงทำให้ราคาน้ำมันดิบดูไบยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ทรงตัวที่ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งหากสงครามจบลงในเดือนนี้ ราคาน้ำมันลดลง ก็อาจเห็นจีดีพีไทยที่ 1.8% แต่หากลากยาว 2-3 เดือน จีดีพีไทยจะโตเพียง 1.2-1.5% อัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 2-3% แต่หากสงครามยืดเยื้อนาน 6 เดือนขึ้นไป ราคาน้ำมันเฉลี่ยเกิน 100 ดอลลาร์/บาร์เรล จีดีพีไทยจะโตไม่ถึง 1%
โดยราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง จะกระทบกับค่าครองชีพของประชาชน เนื่องจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาสินค้าเกษตร การกลั่นน้ำมัน การผลิตพลาสติก และสินค้าที่เกี่ยวข้องมีราคาสูงขึ้น รวมทั้งยังกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยว เนื่องจากมีหลายเส้นทางการบินที่ต้องหยุดไป และนักท่องเที่ยวในเส้นทางการบินระยะไกล เช่น นักท่องเที่ยวจากยุโรป และตะวันออกกลาง จะลดลงจากราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้กระทบต่อจีดีพีไทย พอสมควร รวมทั้งยังมีความเสี่ยงจากการปรับลดอันดับเครดิตของประเทศ ดังนั้นทุกภาคส่วนควรใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพสุงสุด และหันมาใช้ระบบรางมากขึ้น
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และหัวหน้าสายงานวิจัย บล.กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลของรัฐบาล อาจจะกระทบทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น แต่ก็ช่วยลดภาระของภาครัฐที่มีความเปราะบาง จึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันปรับตัว โดยราคาดีเซลที่สูงขึ้นจะกระทบโดยตรงกับธุรกิจการขนส่งทางบก กลุ่มที่อิงกับกำลังซื้อภายในประเทศ
อย่างไรก็ตามในภาพใหญ่ของตลาดหุ้นไทย ได้ซึมซับข่าวร้ายจากสงคราม และการปิดช่องแคบฮอร์มุซไปมากแล้ว จึงทำให้ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงมาที่ 1,330 จุด ถึง 2 ครั้งในสัปดาห์แรกของสงคราม และตลาดหุ้นไทย 2 วันนี้ฟื้นตัว โดยมองว่าหุ้นกลุ่มที่อิงกับกำลังซื้อภายในประเทศได้รับข่าวดีในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เช่น กลุ่มท่องเที่ยว, โรงฟฟ้า, การเงิน, บริโภค, ค้าปลีก และโรงพยาบาล








