วันที่ 24 มีนาคม 2569 นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลกระทบของราคาสินค้าจากราคาน้ำมันดีเซลขยับขึ้น มีผลเพิ่มต้นทุนเพิ่มในส่วนค่าการขนส่งว่า ได้มอบหน่วยเกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้า ติดตามราคาสินค้าจำเป็น ต้องขออนุญาตก่อนขึ้นราคา และขอความร่วมมือผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ผลิตสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ หรือแบรนด์บริษัทเองที่มีต้นทุนต่ำกว่าแบรนด์เนม โดยลิสต์สินค้าจำเป็นอย่าง สบู่ แชมพู ยาสีฟัน ผงซักฟอกทำราคาพิเศษ จำหน่ายให้ประชาชนในราคาประหยัด
ประเด็นคือเราทำสินค้าทางเลือกให้ประชาชนซึ่งสินค้าบางรายการเป็นตามกลไกตลาด ถ้าต้องขึ้นแล้วไม่ให้ขึ้นก็จะทำให้ของนั้นหายไปจากตลาด เราจึงทำสินค้าทางเลือกให้ประชาชน ถ้าสินค้ามีทางเลือกในตลาดเต็มไปหมด อย่างเจ้าหนึ่งขายข้าวกระเพราราคา 80 บาท บางเจ้าขาย 30 บาท จึงเป็นทางเลือกของประชาชน ถ้าเจ้าไหนตั้งราคาสูงขึ้นไปก็ไม่มีใครซื้อ กระทรวงพาณิชย์พยายามไม่บิดเบือนกลไกตลาด
ทั้งนี้ หลายเจ้ายืนยันสินค้าปัจจุบันเป็นต้นทุนเก่า น่าจะอยู่ได้ถึงเมษายน 1-2 วันนี้จะแถลงสินค้าทางเลือกให้ประชาชน ซึ่งเราได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ประกอบการรายใหญ่ แบบไทยช่วยไทย เราต้องบริหารสถานการณ์ ไม่ปกติ ต้องยอมรับ
ส่วนกรณีถุงพลาสติกจ่อขึ้นราคาจากเม็ดดลาสติกที่ราคาขึ้น ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ต้องดูโครงสร้างแท้จริงของราคา ถ้าเม็ดพลาสติกขึ้นก็ต้องดูว่าขึ้นกี่เปอร์เซนต์ เราทำโครงสร้างราคาไว้หมดแล้ว คนที่ผลิตถุงพลาสติกก็เป็นสินค้าควบคุม สำหรับรายการสินค้าควบคุมราคาขณะนี้มี 59 รายการ และจะเพิ่มอีก 20 รายการ
เมื่อถามว่าแม้มาตรการกระทรวงพาณิชย์จะดี แต่ยังไม่ตอบโจทย์ ชาวบ้านยังคงมีเสียงสะท้อนว่าสินค้าราคาแพงสู้ไม่ไหว ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เราพยายามกระจายให้ถึงทุกพื้นที่มากที่สุด ซึ่งใน 1-2 วันนี้จะเห็นมาตรการสำคัญออกมา ผู้ประกอบการ ห้างสรรพสินค้าทั้งหมด รวมทั้งร้านค้าปลีก ค้าส่งขนาดย่อยร่วมมือกันกระจายไปทุกพื้นที่มากที่สุด
ต่อข้อถามว่าอาจมีปัญหาประชาชนวิตกแห่กันซื้อสินค้ามากักตุนจะมีมาตรการรองรับอย่างไร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ก็อย่าแห่กักตุน
เมื่อถามต่อว่าราคาสินค้าขึ้นแล้ว กลัวจะไม่ลดลง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ของมีขึ้นมีลง พระอาทิตย์ขึ้นยังมีลงเลย ขนาดราคาทองขึ้นไป 8 หมื่นบาทแล้ว คนคิดว่าจะไม่ลงตอนนี้ก็ยังลง 6 หมื่นเลย








