ข่าวเศรษฐกิจ

'สมหมาย' อดีตขุนคลัง แนะรัฐบาลใหม่ใช้นโยบาย 'เตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจ'

แชร์ข่าว

วันที่ 23 มี.ค.69 นายสมหมาย ภาษี อดีตรมว.การคลัง และอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 โพสต์เฟซบุ๊ก "Sommai Phasee – – สมหมาย ภาษี" เรื่อง "นโยบายเตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่ควรต้องทำ" ระบุว่า ในเมื่อสงครามระดับภูมิภาคของโลกได้เกิดขึ้นแล้วและกำลังเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น ผมบอกได้เลยว่าเราอย่าไปคิดว่าสงครามจะสงบโดยเร็ว อย่าไปคิดว่าประเทศมหาอำนาจในโลกใบนี้จะมีการประคบประหงมกันแบบเดิม แต่จะเปลี่ยนไปเป็นการละทิ้งกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก (WTO) และขององค์การสหประชาชาติ (UN) จนไม่เหลือกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในโลกนี้อีกต่อไป

1. การที่ชาติมหาอำนาจนำกำลังเข้ามาระรานชาติที่ด้อยกว่าเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

รัสเซียเป็นประเทศแรกที่เริ่มก่อสงครามและรุกรานประเทศที่เล็กกว่าอย่างยูเครนไม่หยุดมากว่า 4 ปีแล้ว ทำให้ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซ และราคาพลังงานของโลกเพิ่มขึ้นมาพอสมควรแล้ว แล้วรัสเซียก็กอบโกยผลประโยชน์ร่วมกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งหลายกันอย่างสบายใจ

สหรัฐอเมริกาซึ่งทำตัวเป็นประเทศผู้ดูแลกำกับประเทศสมาชิกของ UN ก็นำมาตรการมาบอยคอตรัสเซีย โดยห้ามไม่ให้ประเทศอื่นซื้อน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

เมื่อนานเข้านานเข้า ค่าเงินดอลลาร์ก็ตกต่ำลงเรื่อย พันธบัตรของรัฐบาลอเมริกันที่ประเทศต่างๆซื้อเก็บเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคงก็หมดความน่าเชื่อถือลงอย่างมาก ก็ได้หันมาใช้นโยบายปรับภาษีนำเข้า (Tariff) ให้สูงขึ้นตามอำเภอใจมาร่วมปีแล้ว และเมื่อเห็นท่าจะไม่ได้ผล แถมศาลสูงสุดของประเทศตนเองก็ไม่เอาด้วย ประธานาธิบดีทรัมป์ก็เลยเปลี่ยนมาใช้นโยบายรุนแรง โดยการใช้อำนาจทางทหารที่ตนเองยิ่งใหญ่ เข้าไปจัดการเปลี่ยนผู้นำอย่างกระหายเลือดกับประเทศที่เขาจ้องอยู่

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เริ่มเล่นงานประเทศเวเนซุเอลาก่อน ซึ่งได้ผลสมใจอย่างง่ายดาย เพราะเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่อ่อนแอ ทำงานสบายๆเหมือนฟิลิปปินส์และชุกชุมด้วยคอร์รัปชันไม่แพ้ไทย จากนั้นไม่ถึง 3 เดือน ก็หันมาเล่นงานประเทศอิหร่านอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ร่วมมือกับประเทศอิสราเอลถล่มอิหร่านอย่างหนักพร้อมบอกชาวโลกว่าก่อสงคราม Just for fun พร้อมๆกันนี้เพื่อไม่ให้ประเทศรัสเซียและประเทศอื่นว่าได้ ก็ยกเลิกการบอยคอตรัสเซียที่มีมายาวนาน ปล่อยให้รัสเซียขายน้ำมันให้ประเทศต่างๆได้

ตอนนี้ใครๆก็จะถามว่าเมื่อไหร่สงครามจะจบ อยากบอกว่ามันจบยาก อย่างดีก็แค่ตกลงหยุดรบแล้วก็ต้องมาเจรจาใช้เวลาอีกนาน แต่สิ่งที่เลวร้ายได้เกิดขึ้นกับชาวโลกแล้ว คือการขึ้นสูงของราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซ ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจทุกประเทศไปอีกเป็นปี

2. การเตรียมรับสถานการณ์สงครามของรัฐบาลไทย

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ผู้รู้ทั้งหลายก็รู้กันดีอยู่แล้ว อยากจะถามว่ารัฐบาลกำลังคิดอะไรกันอยู่ ยังยึดติดความคิดเดิมๆอยู่ใช่ไหม เช่น การประกาศนโยบายซื่อๆของรัฐบาลว่าจะคงราคาน้ำมันไว้ 15 วัน ให้รถราเติมน้ำมันได้ครั้งละไม่ถึงพันบาท แทนที่จะเกิดผลดี ไม่เลย ผู้คนตระหนกกันทั้งประเทศ อีกตัวอย่าง คือการได้ประกาศนโยบายการคลังแบบอนุรักษ์เดิมในเรื่องการจัดงบประมาณประจำปี ก็จะลดการคลังขาดดุลที่จะทะลุเพดานเงินกู้ให้ไม่เกิน 3 % ของ GDP ภายในปี 2572 หรือ 6 ปีข้างหน้า เป็นต้น นโยบายเหล่านี้นักเศรษฐกิจรุ่นใหม่เขาส่ายหัวกันทั้งนั้น

ผมอยากเสนอว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลใหม่จะต้องใช้เวลาที่เกิดวิกฤตของโลกตอนนี้มาเป็นการสร้างโอกาสของประเทศไทย โดยเลิกนโยบายด้านเศรษฐกิจแบบเก่าที่บรรจงวางไว้ทั้งหมด มาเป็นแบบใหม่ซึ่งผมขอเรียกว่าเป็น “นโยบายเตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจ” ตั้งแต่บัดนี้ได้แล้ว เพราะใครๆก็แหกกฎของประชาคมโลกกันมากแล้ว ไทยเรายังจะทนบริหารบ้านเมืองแบบเดิมอยู่อีกหรือ

ยังจำได้ไหมว่า ทุกชาติเขารู้ว่าไทยเราเป็นผู้ป่วยหนักในเอเชีย ยังจำได้ไหมว่าเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 นายกรัฐมนตรีหญิงคนล่าสุดได้สร้างเรื่องงามหน้ากับ Uncle ฮุนเซ็น ซึ่งเป็นผู้นำตัวจริงของกัมพูชา ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กันยายน ปีที่แล้ว สำนักงานจัดอันดับเครดิตชื่อ Fitch Rating ได้ปรับภาวะเศรษฐกิจไทยให้มีแนวโน้มแย่ลง (Negative Outlook) แล้วจำได้ไหมว่าในช่วงปี 2568 ได้มีภาพเลวร้ายของการฉ้อฉลทางการเงินที่เรียกว่า Scammer ปรากฏออกมาให้เห็นในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันมานาน และได้ส่งผลทำให้แปดเปื้อนภาวะการเงินของไทยอย่างมากมายจนสุดจะพรรณนา

แม้ได้มีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลโดยการนำของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันได้ การพลิกฟื้นประเทศที่มีอาการทางเศรษฐกิจสาหัสสากรรจ์มานานให้ได้ผลก็ยังไม่ปรากฎ ณ วันนี้ได้เป็นนายกตัวจริง มีคณะรัฐบาลใหม่ ผมเป็นคนหนึ่งที่จะคอยติดตามดูท่านว่าจะสลัดทิ้งแนวการทำงานแบบเก่าได้ไหม

ผมเห็นว่าโอกาสที่จะเกิดวิกฤตด้านเศรษฐกิจในช่วงนี้ ซึ่งแม้จะตกลงหยุดสงครามได้ในอนาคตที่ไม่นาน แต่ผลของสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านครั้งนี้จะทำให้เกิดวิกฤตด้านเศรษฐกิจของประเทศต่างๆลากยาวไปเป็นปี ไทยเราจึงต้องใช้นโยบายเตะผ่าหมาก เข้ามาแก้ไขภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยต้องมุ่งเน้นไปจัดการกับเรื่องการคลังเป็นเรื่องแรก ซึ่งมีข้อเสนอแนะพอสังเขปดังต่อไปนี้

3. นโยบายเตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจ

นโยบายนี้ที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วนต้องดำเนินการมี 2 ประการ ดังนี้

ประการแรก คือ นโยบายการปรับโครงสร้างของงบประมาณปีหน้า คือ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้เพิ่มงบประมาณรายจ่ายขึ้นจากปี 2569 ที่ไม่ได้งบเพิ่มเลย ปีหน้านี้ต้องเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 12 เป็นอย่างน้อย และต้องยอมให้งบขาดดุลการคลังที่อยู่ในระดับร้อยละ 4.5 และ 4.3 ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาสูงได้ถึงร้อยละ 5.4 ของ GDP ซึ่งแน่นอนต้องยอมให้วงเงินกู้สูงกว่าอัตราที่เคยเจอ สูงจนทะลุเพดานหนี้ร้อยละ 70 แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะนโยบายเดิมไม่ได้ช่วยให้ไทยรอดและโตได้ แต่นโยบายใหม่นี้จะทำให้ไทยเข้าสู่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจรายได้ระดับกลางได้ และยังสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจน้ำมันแพงในยุคสงครามได้ นี่คือนโยบายเตะผ่าหมาก ถ้าถามว่าจะมีความเสี่ยงไหม คำตอบคือทุกนโยบายมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น มากหรือน้อย แต่ถ้าไทยจัดการได้ดี โอกาสเป็นบวกมีมากกว่า เพราะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของเรามีอยู่ค่อนข้างสูง

ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องประกาศวางเป้าด้านการคลังตามมาให้เห็นชัดว่ายอดการคลังขาดดุลที่สูงนั้น ร้อยละ 70 จะต้องนำไปลงเพิ่มในฐานงบลงทุนปีที่แล้วที่จัดไว้แค่ 860,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้งบลงทุนจากงบประมาณในปีหน้ามีจำนวนอย่างน้อย 1,700,000 ล้านบาท

นอกเหนือจากนี้รัฐบาลต้องประกาศเพิ่มแวต (VAT) จาก 7 % เป็น 8 % ในปี 2570 และในปี 2571 จะเพิ่มอีก 2 % เป็น 10 % ประเทศที่เป็นเมืองท่องเที่ยว รัฐบาลจะได้ภาษี VAT จากนักท่องเที่ยวเต็มๆ นอกจากนี้รัฐบาลใหม่จะต้องปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้ส่วนบุคคลให้ก้าวหน้าและใกล้เคียงความจริงยิ่งขึ้น

ทางด้านรายจ่ายของงบประมาณ จำเป็นต้องทำการรื้อแพลตฟอร์มของการจัดงบประมาณที่สำนักงบประมาณทำอยู่ในทุกวันนี้ใหม่หมด ต้องรื้อฟื้นการจัดสรรงบประมาณแบบขี้เกียจ คือ จัดสรรงบให้แต่ละหน่วยงานตามแนวโน้มในอดีต อย่างนี้ต้องยกเลิกแล้วต้องจัดสรรตามเนื้องานจริงๆ ถึงต้องมีการรื้อระบบ

ปีงบประมาณ 2570 นี้ รัฐบาลต้องประกาศนโยบายลดข้าราชการที่ล้นงานออกไปด้วยวิธีไหนก็ตามให้ได้ 5 % และทำดังนี้ไป 3 ปีติด แล้วนำงบที่ได้ไปโปะเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการที่คงอยู่ ซึ่งต้องมีการจัดให้ทำงานอย่างเข้มแข็งและเข้มข้นอย่างมาก เหมือนประเทศเพื่อนบ้านที่ก้าวหน้า นอกจากนี้ เมื่อจะเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการและลูกจ้างของรัฐแล้ว ก็ต้องรีบปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้บรรดาลูกจ้างในภาคเอกชนด้วย

ประการที่สอง คือ นโยบายการรื้อระเบียบและขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดให้ทันสมัย เทียบเท่ากับที่ประเทศพัฒนาแล้วเขาใช้กัน ของไทยเราที่ใช้อยู่เป็นระเบียบที่เก่าเอื้อผู้รับเหมาก่อสร้างมากเกินไป เอื้อแบบปล่อยให้เป็นไปตามระเบียบที่ไม่ดี แล้วหัวหน้าส่วนราชการก็ใช้วิธีเดินตามน้ำไปเรื่อยๆ โครงการแต่ละชิ้นจึงเสร็จช้า อืดอาด ช้ากว่าใครเพื่อนในรอบบ้าน ดังนั้น ถ้าเราเอาแต่เพิ่มงบลงทุน แต่ไม่รื้อขั้นตอนการทำโครงการให้กระชับ คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ ก็จะเสียของไปทั้งยวง

นโยบายใหม่ที่ขอนำเสนอหลักๆก็มีแค่นี้ ขอให้รัฐบาลใหม่และเสนาบดีใหม่ทั้งหลายลองพิจารณาดูก็แล้วกัน แม้ไม่เกิดสงครามก็ควรทำเพื่อให้หายป่วย แต่เมื่อเกิดสงครามอย่างนี้ ยิ่งต้องเอาไปเป็นโอกาสให้ทำได้เต็มที่

ทุกวันนี้ประชาชนคนไทยก็น่าสมเพชอยู่แล้ว แต่คนไทยจะยอมให้ชาติอื่นทั่วโลกมาเรียกเราว่าเป็นคนไข้เรื้อรังแห่งเอเชียไม่ได้นะครับ

ข่าวแนะนำ

แชร์ข่าว