‘พิพัฒน์’ รับพรุ่งนี้ขึ้นเบนซิน-ดีเซล อั้นไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร เผย‘กองทุนน้ำมัน’ติดลบหมื่นล้านกู้ได้แค่ 4 หมื่นล้าน รอมีรัฐบาลใหม่คลังเซ็นค้ำประกัน ยันหากสุดวิสัยทำเรื่องขอกกต.กรณีพิเศษ ยันน้ำมันไม่ขาดมีนอกอ่าวอีก รอดีลน้ำมันรัสเซีย
เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 17 มี.ค.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ถึงการแก้ปัญหาพลังงานโดยเฉพาะการพยุงราคาน้ำมันดีเซล ว่า เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องหารือถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ก็ขอให้ทางกระทรวงพลังงานยืนยันว่า เรายังมีน้ำมันใช้อยู่จริงหรือไม่ เพราะเห็นบางปั๊มก็ปิด เส้นทางกระทรวงพลังงานและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)ยืนยันว่า เรายังมีน้ำมันที่ใช้ได้อีก 96 วัน ตัวเลข ณ วันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้สาเหตุสำคัญที่บางปั๊มน้ำมันหมด เนื่องจากการขนส่งไม่ทัน รวมถึงปั้มหลอด หรือปั้มขนาดเล็กที่ไม่มีบริษัทแม่รวมกันแล้วมี 20,000 แห่งน้ำมันหมด ประชาชนจึงแห่มาเติมปั๊มน้ำมันในเมืองจนเป็นภาพอย่างที่เห็น หรือปั๊มบางแห่ง อาจจะขาดน้ำมันเพียงแค่บางตัวเท่านั้น ไม่ใช่ขาดทั้งหมด โดยแนวทางแก้ปัญหาตรงนี้จะมีการนำเรื่องเข้าที่ประชุมครม. ในวันเดียวกันนี้ ว่ามาตรการต่อจากนี้เราจะต้องทำอะไรบ้าง
เมื่อถามถึงมาตรการตึงราคาน้ำมัน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เราจะมีการประชุมเย็นวันเดียวกันนี้ ซึ่งแน่นอนบอกได้เลยว่า ในวันที่ 18 มี.ค.เราจะมีการขยับราคา ทั้งน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ซึ่งราคาน้ำมันเบนซินมีการขยับราคามาแล้ว ตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนน้ำมันดีเซลจะขยับราคาตั้งแต่เช้าวันที่ 18 มี.ค.นี้ แต่จะขยับกี่สตางค์นั้น โดยจะมีการอั้นราคาไว้ไม่เกินประมาณ 33 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ จะมีการปรับสูตร โดยเราจะมีน้ำมัน E 10 E 20และ E 85 ซึ่งก็คงเห็นโครงสร้างราคาอยู่แล้วว่าน้ำมันE 10 ราคาจะสูงกว่า อย่างไรก็ตาม ในการผสมน้ำมัน B 100 เราจะมีน้ำมันดีเซล B 7 , B10 และ B20 ซึ่งโครงสร้างราคาจะคล้ายกันกับน้ำมันเบนซิน ซึ่งในส่วนของน้ำมันดีเซลB 20 เราต้องมานั่งดูว่าราคาต้องลบจากราคาน้ำมันB7 กี่บาท ดังนั้นเมื่อโครงสร้างเป็นแบบนี้น้ำมันB20 เราอาจจะส่งให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง รวมถึงภาคการเกษตรตรงนี้ถือเป็นการช่วยภาคส่วนต่างๆ ซึ่งเราประมาณการว่าน้ำมันบี 20 ต้องลบจากน้ำมันB 7 ประมาณ 4-5 บาท ซึ่งจะสรุปในที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ในเย็นวันเดียวกันนี้
เมื่อถามต่อว่าในส่วนของกองทุนน้ำมันจะต้องมีการกู้เงินหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า แน่นอนว่ากองทุนน้ำมันปัจจุบันเราติดลบ 12,000 กว่าล้านบาท ตัวเลข ณ วันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งก็มีการพูดคุยกันเมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่าสมา โดยนายกฯ ร่วมประชุมด้วยว่ากองทุนน้ำมันจะใช้เกิน 40,000 ล้านบาทไม่ได้ เราจะต้องหาวิธีการแก้ ถ้าสมมุติว่า นายอนุทิน ได้รับการโหวตเป็นนายกฯในวันที่ 19 มี.ค.นี้ หลังจากนั้นรอโปรดเกล้าฯ และนำเสนอรายชื่อครม.ชุดใหม่ และมีการตรวจสอบประวัติก่อนนำขึ้นทุนเกล้าฯและรอการโปรดเกล้าฯครม.ใหม่ ขั้นตอนจากนั้นจะมีการถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนปฎิบัติหน้าที่และครม.นโยบายต่อรัฐสภา ครม. ชุดใหม่จึงจะทำงานได้ ซึ่งกระทรวงการคลังสามารถเซ็นค้ำประกัน เนื่องจากการกู้เงินในขณะนี้เท่าที่พูดคุยกับธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน เราคงอั้นได้แค่ประมาณ 40,000 ล้านบาท แต่ถ้ามากกว่านั้นก็ต้องให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน แต่ถ้ารัฐบาลใหม่มาไม่ทันจริงๆ รัฐบาลชุดปัจจุบัน คงจะต้องทำเรื่องไปขอกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ให้เป็นกรณีพิเศษ ถือเป็นกระบวนการที่สุดวิสัยจริงๆถ้าไม่ทัน
“ ยืนยันน้ำมันไม่ขาดแน่นอน ขณะนี้เรายังมีน้ำมันนอกอ่าวไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกระทรวงพลังงานและบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ได้เซ็นสัญญาต่อเรียบร้อยแล้ว และพยายามหาจากแหล่งอื่นมาเพิ่มเติม รวมถึงการเจรจากับประเทศรัสเซียด้วย“นายพิพัฒน์ กล่าว
#พิพัฒน์รัชกิจประการ #ราคาน้ำมัน #ขึ้นราคาน้ำมัน #ดีเซล #เบนซิน #กองทุนน้ำมัน #พลังงานไทย #น้ำมันรัสเซีย #เศรษฐกิจไทย #ค่าครองชีพ #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline







