ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญในการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันบนเวทีสากล หลายรายงานสะท้อนสัญญาณเดียวกันว่า ผลิตภาพ (Productivity) ของไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจยังพึ่งพาการผลิตและการส่งออกวัตถุดิบทางการเกษตรเป็นหลัก ซึ่งแม้จะเป็นจุดแข็งดั้งเดิมของประเทศ แต่กลับสร้างมูลค่าเพิ่มได้จำกัดเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
นายธนายุส สุภณาวรรณ์ รองประธานคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดแพร่ คณะกรรมการส่งเสริมนวัตกรรมและวิจัยหอการค้าไทย คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการยุววิสาหกิจเริ่มต้น (TED Youth Startup) ให้ความเห็นใน เวที TED Youth Startup-IGNITE Forum 2026 รอบคัดเลือกภาคเหนือ ว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่แข่งขันกันด้วยความรู้ เทคโนโลยี และความเร็วในการพัฒนา การยกระดับศักยภาพของประเทศจึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เท่านั้น แต่ต้องเริ่มจาก การปรับมุมมองและวิธีคิดต่อ “นวัตกรรม” เพื่อให้สามารถสร้างคุณค่าใหม่และตอบโจทย์ตลาดโลกได้อย่างแท้จริง
เมื่อสิ่งที่เราคิดว่าดี อาจไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการ
หนึ่งในบทเรียนที่สะท้อนประเด็นนี้ได้อย่างชัดเจน คือกรณีของ ข้าวไทย ซึ่งเคยได้รับการยอมรับในฐานะสินค้าคุณภาพระดับโลก โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่มีเอกลักษณ์ด้านกลิ่นหอม
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมผู้บริโภคในหลายประเทศกลับชี้ให้เห็นว่าความต้องการของตลาดไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกับที่ผู้ผลิตคาดหวังเสมอไป ในบางตลาด ผู้บริโภคต้องการข้าวที่ไม่มีกลิ่น เพื่อใช้เป็น “ฐาน” สำหรับดึงรสชาติของอาหารหลักให้โดดเด่นมากขึ้น ทำให้เข้ากลุ่มที่ไม่ได้มีกลิ่มหอมเฉพาะตัวแบบข้าวหอมมะลิไทย กลับตอบโจทย์รูปแบบการบริโภคในบางตลาดมากกว่า
บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่เพียงเรื่องคุณภาพสินค้า แต่คือ การทำความเข้าใจว่าตลาดปลายทางต้องการอะไร นวัตกรรมที่ดีจึงต้องเริ่มต้นจากการมองผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เพียงการพัฒนาสิ่งที่ผู้ผลิตเชื่อว่าดีที่สุด
ตลาดโลก: ทางเลือกที่กำลังกลายเป็นความจำเป็น
อีกปัจจัยหนึ่งที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจไทยคือ โครงสร้างประชากร ที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว หลายการคาดการณ์ชี้ว่าในอีกประมาณ 30 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรไทยอาจลดลงเหลือเพียงราว 50 ล้านคน จากปัจจุบันที่มีประมาณ 60–70 ล้านคน
การลดลงของประชากรย่อมส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อภายในประเทศ และในระยะยาวอาจกระทบต่อการเติบโตของ GDP ดังนั้น การมองหาโอกาสใน ตลาดต่างประเทศ จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกเชิงกลยุทธ์ แต่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเติบโตทางธุรกิจ
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ แบรนด์สาหร่าย “เถ้าแก่น้อย” ที่สามารถสร้างการยอมรับในตลาดจีนได้ แม้จีนจะเป็นประเทศที่มีผู้ผลิตสาหร่ายท้องถิ่นจำนวนมาก ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการเข้าใจตลาด การให้ข้อมูลกับผู้บริโภค และการปรับผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภค
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเข้าสู่ตลาดโลกไม่ใช่เพียงเรื่องของการส่งออกสินค้า แต่คือการ ค้นหาจุดเชื่อมต่อระหว่างนวัตกรรมกับความต้องการของตลาดในจังหวะที่เหมาะสม
เมื่อ AI เปลี่ยนกติกาการแข่งขันของโลกธุรกิจ
อีกหนึ่งแรงเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันคือ การเข้ามาของเทคโนโลยี AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันในหลายอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันระบบ AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ตั้งแต่การค้นหาตั๋วเครื่องบินราคาที่เหมาะสม การเปรียบเทียบที่พัก การจองโรงแรม ไปจนถึงการจัดการกระบวนการยืนยันตัวตนแบบอัตโนมัติ กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยความเร็วและความแม่นยำที่สูงกว่าการทำงานของมนุษย์
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจที่ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ในห่วงโซ่เศรษฐกิจ หากธุรกิจไม่สามารถสร้างคุณค่าใหม่ หรือไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ก็มีโอกาสถูกแทนที่ได้อย่างรวดเร็ว
ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและระบบอัตโนมัติ การหยุดนิ่งจึงแทบไม่ต่างจากการถอยหลัง
บทสรุป: การปรับมุมมองเล็กน้อย อาจนำไปสู่โอกาสที่ใหญ่กว่าเดิม
สำหรับนักนวัตกรและผู้ประกอบการไทย ทุกโครงการที่ถูกพัฒนาขึ้นล้วนเป็น จุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างมูลค่าใหม่ให้กับเศรษฐกิจประเทศ
แม้บางโครงการอาจยังไม่ประสบความสำเร็จในวันนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าโครงการนั้นไม่มีศักยภาพ เพียงแต่อาจต้องปรับตำแหน่งทางการตลาด ปรับมุมมองต่อผู้บริโภค หรือปรับจุดขายให้สอดคล้องกับความต้องการของโลกมากขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว ในยุคที่เทคโนโลยีและเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความอยู่รอดของธุรกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเคยประสบความสำเร็จมากเพียงใดในอดีต แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวให้ทันโลกในปัจจุบัน








