วันที่ 2 มีนาคม 2569 นายศรชัย สุเนต์ตา CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีโอกาสรุนแรงขึ้นได้ในระยะสั้น หากอิหร่าน มีการตอบโต้ที่ยืดเยื้อและลุกลาม หลังจากการสูญเสียผู้นำสูงสุด ซึ่งจะส่งผลกดดันราคาสินทรัพย์เสี่ยงได้ในระยะสั้น และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งทองคำและน้ำมัน มีแนวโน้มพุ่งสูงในระยะสั้นเช่นเดียวกัน โดย SCB CIO คาดว่าสงครามจะไม่ลุกลามเป็นวงกว้างจนกลายเป็นสงครามในระดับภูมิภาค ดังนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในปัจจุบันยังจำกัด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด เรามองความเป็นไปได้ของสถานการณ์ เป็น 3 กรณี ดังนี้
1.Base Case (โอกาสเกิด 65%) มีการปะทะรุนแรงในระยะสั้น แต่อิหร่านยอมถอยในประเด็นนิวเคลียร์หลังการสูญเสียผู้นำ นำมาสู่การเจรจาเพื่อยุติสงครามในที่สุด ซึ่งคาดว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล
2.Best Case (โอกาสเกิด 25%) การเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็ว ทำให้ชาวอิหร่านลุกขึ้นสู้และเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ที่ฝักใฝ่ตะวันตก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันกลับมาเร็ว ราคาน้ำมันดิบ Brent จะปรับฐานลง อยู่ที่ 55-60ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล
3.Worst Case: (โอกาสเกิด 10%) สงครามยืดเยื้อขยายวงกว้างขึ้นและมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซถาวรโดยการเปลี่ยนระบอบการปกครองทำได้ยากและเกิดสงครามกลางเมือง ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจพุ่งขึ้น อยู่ที่ 90-120 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล
SCB CIO หรือทีมวิเคราะห์เศรษฐกิจและข้อมูลด้านการลงทุน มองว่า ตลาดหุ้นโลก มีโอกาสปรับลดลงในระยะสั้น ตามความกังวลบนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์(Geopolitical Risk) โดยไม่แนะนำขายหุ้นจากประเด็นนี้ เนื่องจากผลกระทบยังจำกัด แต่เป็นโอกาสทยอยซื้อสะสม (Buy on weakness) ในตลาดหุ้นที่มีพื้นฐานแกร่งทั้งบนพอร์ตหลักระยะยาว (Core Portfolio) และพอร์ตเสริมระยะสั้น (Opportunistic Portfolio) สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนข้างสูงขึ้นไป
สำหรับ ตลาดหุ้นไทย แม้ได้รับแรงหนุนระยะสั้นจากการมีหุ้นกลุ่มพลังงานในสัดส่วนที่มาก แต่ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสผันผวน และอาจปรับลดลงตามตลาดหุ้นโลกเช่นกัน นอกจากนี้ ดัชนี SET Index พุ่งขึ้นถึง21.3% YTD แล้ว เพิ่มโอกาสที่จะมีแรงขายทำกำไรของนักลงทุน โดยกรณีผู้ที่มีหุ้นไทยอยู่ในพอร์ตลงทุนแนะนำให้ถือ เพื่อรอขายเมื่อดัชนีฯ ฟื้นตัว เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรของดัชนี SET Index ยังต่ำกว่าตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้ กรณีที่รับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ อาจกระจายการลงทุนผ่านกองทุนรวม ไปยังตลาดหุ้นเอเชียที่มีแนวโน้มกำไรดีกว่า เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้
ด้านแนวโน้มตลาดตราสารหนี้ คาดว่า ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ มีโอกาสที่ผลตอบแทนพันธบัตร(Bond Yield) จะลดลงระยะสั้น จากภาวะ Risk-off ที่นักลงทุนกลับเข้าหาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าโดยเราแนะนำลงทุนในพันธบัตรสหรัฐฯและหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดีของสหรัฐฯ ระยะสั้นถึงกลาง รวมทั้งยังแนะนำให้เข้าลงทุนในตราสารหนี้ไทย ระยะสั้น ที่ได้แรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 25 bps ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ส่วนสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ และโลหะเงิน แม้ราคาจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นแรงในระยะสั้นจากสถานการณ์สงครามแต่มีโอกาสปรับลดลงหากสงครามคลี่คลายตาม Base Case ที่เรามองไว้ ดังนั้นแนะนำถือลงทุนตามสัดส่วนทึ่เหมาะสมตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยควรทยอยสะสมเมื่อราคาย่อตัวเท่านั้น ไม่ควรไล่ซื้อ







