แนวโน้มดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ เดือน ม.ค. ฟื้นตัว “ส.อ.ท.” เสนอรัฐต่อมาตรการ BOI–แก้ PM2.5
เมื่อวันที่ 18 ก.พ.69 นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย ดร.วิรัช ฉัตรดรงค์ กรรมการ ส.อ.ท. และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ส.อ.ท. ร่วมเปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 88.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.2 ในเดือนธันวาคม 2568
การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีดังกล่าว สะท้อนถึงสัญญาณเชิงบวกจากหลายปัจจัย โดยภาคอุตสาหกรรมได้กลับมาดำเนินกิจกรรมการผลิตตามปกติภายหลังวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมทั้งเร่งการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ ประกอบกับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ อาทิ การเปิดเส้นทางบินตรงและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ ยังมีส่วนช่วยกระจายรายได้สู่ภูมิภาคและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน การอนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มเติมจำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 96,000 ล้านบาท ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังช่วยสนับสนุนการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และเพิ่มอุปสงค์ในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งกิจกรรมในช่วงก่อนการเลือกตั้งยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อาทิ การจัดพิมพ์ป้ายหาเสียง บัตรเลือกตั้ง และกิจกรรมรณรงค์ของพรรคการเมือง ตลอดจนสถานการณ์ความร่วมมือด้านความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาที่มีแนวโน้มคลี่คลาย จากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา ช่วยให้ประชาชนสามารถกลับเข้าสู่พื้นที่และเอื้อต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กลับมาดำเนินการได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐยังต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงวันที่ 23 มกราคม 2569 มีอัตราการเบิกจ่ายอยู่ที่ 21% ต่ำกว่าเป้าหมาย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 ที่กำหนดไว้ที่ 26% อาจส่งผลให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจล่าช้า ขณะเดียวกัน การปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบประกันสังคมจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน ส่งผลให้ต้นทุนด้านแรงงานของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความล่าช้าในการเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานยังส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ว่างงานกว่า 208,404 ราย
อีกทั้งสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่อยู่ในระดับสูง อันมีสาเหตุหลักจากการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและสุขภาพของประชาชน ขณะเดียวกัน การสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศชะลอลง รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องยังสร้างแรงกดดันต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร เกษตรแปรรูป และสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ
จากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,300 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนมกราคม 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 60.2% นโยบายภาครัฐ 39.2% ราคาพลังงาน 27.1% การเข้าถึงสินเชื่อ 24.3% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 16.5% ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจโลก 58.2% อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 52.4%
ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 95.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 95.7 ในเดือนธันวาคม 2568 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยสำคัญหลายประการ อาทิ ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และของฝาก นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังมีส่วนช่วยผลักดันนโยบายเศรษฐกิจและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในภาพรวม
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ซึ่งอาจกดดันบรรยากาศการค้าโลกและเพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในระยะต่อไป
ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ
1. เสนอให้รัฐบาลพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการสนับสนุนผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ
ในการแข่งขันของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ออกไปจนถึงสิ้นปี 2569 เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ
2. เสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยเฉพาะการเผาในพื้นที่โล่ง ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม
3. ขอให้ภาครัฐเร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมการให้ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI แก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและลดต้นทุนให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ได้ทำการรวบรวมข้อมูลผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมและข้อมูลตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจากหน่วยงานต่างๆ ย้อนหลัง 3 ปี จัดทำเป็น Dashboard เผยแพร่ในเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม Industry Data Space (iDS) ของ ส.อ.ท. เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ โดยสามารถเข้าไปใช้บริการข้อมูลดังกล่าวได้ที่ https://fti.or.th/ids








