ข่าวเศรษฐกิจ

คลังชี้ไทยติดกับดัก "ต้มกบ"! เสนอรัฐบาลใหม่ขึ้น VAT 10% หาเงิน 4 แสนล้าน จี้ปรับโครงสร้างภาษี

แชร์ข่าว

คลังชี้ไทยติดกับดัก "ต้มกบ"! เสนอรัฐบาลใหม่ขึ้น VAT 10% หาเงิน 4 แสนล้าน จี้ปรับโครงสร้างภาษี-อัดฉีด 5 แสน กระตุ้นคนมีลูก

“กมธ.เศรษฐกิจฯ” วุฒิสภา จัดเสวนาภาษีไทย “อดีตรัฐมนตรีช่วยคลัง” ชี้ช่องรัฐบาลใหม่หาเงินจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาท ชี้ไทยอยู่ภาวะต้มกบ เผชิญ เด็กเกิดใหม่น้อยลง คนอายุยืนขึ้นแต่รายได้ไม่พอใช้ ด้าน “เลขาฯกมธ.” เผย ปี71 วิกฤตหนี้สาธารณะแตะเกือบ 70% หวังรัฐบาลมีเคลื่อนยนต์ตัวใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

วันที่ 12 ก.พ.2569 ที่รัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการ(กมธ.)ด้านการคลัง ในคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา โดยมี นายกัมพล สุภาแพ่ง ประธานคณะกรรมาธิการ จัดสัมมนาเรื่อง ภาษีไทย : ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษี เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาคที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมฟังการเสวนาในครั้งนี้ด้วย อาทิ กรมสรรพากร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นต้น

ทั้งนี้นายกัมพล กล่าวว่า ระบบภาษีอากรถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ทั้งด้านการจัดหารายได้ของรัฐ การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการสนับสนุนการพัฒนาในระยะยาว ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย โครงสร้างภาษีของประเทศไทยจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และตอบโจทย์อนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดสัมมนาในครั้งนี้เพื่อแถลงผลการศึกษาของคณะทำงานเกี่ยวกับแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทยและเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ร่วมรับฟังข้อเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่เป็นประโยชน์ ซึ่งจะนำไปสู่การสังเคราะห์ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการเพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายด้านการคลังของประเทศต่อไป

น.ส.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง กล่าวว่า ความท้าทายที่รอรัฐบาลชุดใหม่ คือปัญหางบขาดดุลต่อเนื่อง หนี้เพิ่ม ทั้งหนี้ครัวเรือ หนี้สาธารณะ หนี้ธุรกิจ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-ageing society) เศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก และต้นทุนที่สูงสำหรับการทำเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนี้ ยังมีสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ความโปร่งใสของประเทศไทย ซึ่งองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) รายงานดัชนีว่าลำดับของไทยแย่ลงจากเดิม โดยปัจจุบันประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 116 สะท้อนความเชื่อมั่นในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ

ด้านนายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรมช.การคลัง ในฐานะที่ปรึกษาประจำกรรมาธิการเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า สถานการณ์ปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มอาการต้มกบ เป็นลักษณะว่าเกิดความเสียหายต่อเนื่องอย่างช้า โดยขณะนี้พบว่าเด็กไทยเกิดใหม่น้อยลง ไม่เกิน 4 แสนคนต่อปี ส่งผลต่อแรงงานในอนาคตที่จะลดลง เช่นเดียวกับหลายประเทศเจอกับปัญหานี้ แต่ในฝั่งตะวันตกแก้ไขโดยให้คนอพยพจากที่อื่นมาอยู่ นอกจากนี้ ยังพบว่าคนไทยอายุยืนขึ้น แต่รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าเมื่อเกษียณอายุจะต้องมีเงินเก็บมากกว่า 3 ล้านบาท แต่ปัจจุบันกลุ่มคนเกษียณที่มีเงินจำนวนดังกล่าวยังน้อยมาก

นายพิสิฐ ได้นำเสนอรัฐบาลชุดใหม่ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยการกระตุ้นให้กลุ่มคนเจริญพันธุ์ยอมมีลูก ผ่านกลไกลดหย่อนภาษีจากปัจจุบันที่ช่วยเหลืออยู่ 30,000 บาท เป็น 500,000 บาท และเสนอให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 7 เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้ทำได้อยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาศึกษา เพียงแต่ที่ผ่านมารัฐบาลประกาศเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง 7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทั้งนี้ ส่วนต่าง 3 เปอร์เซ็นต์ที่เก็บได้ให้นำเข้าบัญชีประชาชนที่ซื้อของ โดยรัฐบาลจะมีเงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาทเก็บในรูปแบบกองทุนหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อนำไปอุดหนุนเบี้ยผู้สูงอายุ เดือนละ 3,000 บาท สามารถช่วยเหลือค่าครองชีพที่สูง และเกิดการกระตุ้นจีดีพี

ขณะที่ นายวริทธิ์ พิพิธพจนการณ์ เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์การเงินการคลังของประเทศว่า ในปี 2569 คาดการณ์งบขาดดุลถึง 4.4 เปอร์เซ็นต์ แผนการคลังระยะปานกลางคาดการณ์ทิศทางหนี้สาธารณะมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยจุดวิกฤตจะอยู่ที่ปี 2571 อยู่ที่ร้อยละ 69.78 จึงขอฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะออกชุดนโยบายเศรษฐกิจที่มี Growth Engine เครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและธุรกิจรูปแบบใหม่.

ข่าวแนะนำ