“สุชาดา” อดีต เลขานุการ รมว.กระทรวงดีอี ป้อง “ศุภจี” ไม่ได้สื่อสารผิดกรณี E-Document อย่างที่บางคนพยายามบิดเบือน แต่ชี้ถึงบริการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลระหว่างหน่วยงานภาครัฐแบบ Real time สวนเพื่อไทยทำ MOU ไม่ฟังข้อทักท้วงของอัยการสูงสุด พบความผิดปกติหลายอย่าง ทำให้ รมว.ดีอี ต้องรอบคอบก่อนเซ็นเอกสาร
เมื่อวันที่ 6 ก.พ. น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ในฐานะอดีตเลขานุการ รมว.กระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์” ชี้แจงกรณีที่มีประเด็นเรื่อง E-Document หลังการดีเบตของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ว่า สิ่งที่นางศุภจีสื่อสารไม่ได้ผิดอย่างที่บางคนพยายามบิดเบือน เพราะไม่ได้พูดถึงแค่เรื่อง E-Office และ E-Saraban ที่กระทรวงดีอีกำลังดำเนินการอยู่ แต่นางศุภจีพูดถึง “บริการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ” โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อบูรณาการข้อมูลเป็นรัฐบาลดิจิทัล ให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลแบบ Real time ซึ่งขณะนี้มีหน่วยงานที่เชื่อมโยงแล้ว 22 หน่วยงาน โดยสามารถยกเลิกการเรียกเอกสารนิติบุคคลจากประชาชนได้จริง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและระยะเวลาของภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้สามารถเช็คข้อมูลบัญชีได้ด้วย
ผลจากการเชื่อมโยงข้อมูล ทำให้การจดทะเบียน “ม้านิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง” ลดลงอย่างชัดเจน หลังมาตรการมีผลใช้เมื่อ 1 มกราคม 2569 เหลือเพียง 1 บริษัท จากเดิมช่วง 1 มกราคม – 30 กันยายน 2568 มี 478 บริษัท สะท้อนว่าการใช้เทคโนโลยีสามารถสกัดการนำม้านิติบุคคลไปใช้หลอกลวงประชาชนและภาคธุรกิจได้
ขณะเดียวกัน ขอเรียนให้ชัดว่า ภารกิจเรื่อง E-Document ไม่ใช่กระทรวงดีอีกระทรวงเดียวที่ขับเคลื่อน มีฐานจากพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 (มีผลใช้ 10 มกราคม 2566) สมัยรัฐบาลลุงตู่และเป็นภารกิจต่อเนื่องของทุกรัฐบาล (จริงๆ มี พรบ.เรื่องรัฐบาลดิจิทัลตั้งแต่ปี 62 ด้วยซ้ำ) การยกระดับรัฐบาลดิจิทัลจึงไม่ควรถูกนำมาอ้างเป็นผลงานของใครเพียงฝ่ายเดียว เพราะเป็นสิ่งที่ควรต้องทำอยู่แล้ว โดยตัวเลขระบบ E-Office ล่าสุดจะแนบไว้ด้านล่างค่ะ ตามข้อมูลทางราชการ
ตอบคำถาม
มาถึงเรื่องที่รัฐมนตรีดีอีไม่เซ็นเอกสารช่วงธันวาคม-มกราคมที่ผ่านมา เป็นเรื่องจริงครึ่งเดียว เอกสารที่เป็น Routine เฉพาะที่ทราบรายละเอียดทั้งหมดได้เซ็นตามปกติ ส่วนที่มาที่ไปของการเซ็นเอกสารที่ต้องปริ้นและนำมาลงนามข้างนอกก็เพราะ
1.ข้อมูลจากส่วน E-Saraban จะไม่เห็นต้นเรื่องทั้งหมดและความเห็นที่นำเสนอขึ้นมาจะไม่มีรายละเอียด การที่รัฐมนตรีจะเซ็นเอกสารจะต้องรอบคอบระมัดระวังเพื่อไม่ให้มีการผูกพันกับรัฐบาลหน้า
2.นอกจากนี้ ที่รัฐมนตรีดีอีต้องละเอียดรอบคอบมาก เพราะมีการตรวจสอบภายใน พบข้อเชื่อมโยงที่มาจากรัฐมนตรีท่านเก่า ลงนามทราบในการทำ MOU (ที่ถูกเรียกว่า MOU อัปยศ) ที่ทำกับกลุ่มทุนต่างชาติ ทำให้มีข้อกังขาหลายอย่าง ทั้งการใช้ระยะเวลาอันสั้นมากแค่ 3 วัน ในการตรวจสอบรายละเอียดของ MOU และลงนามโดยมีรัฐมนตรีเป็นพยานมากกว่า 1 กระทรวง ทำให้รัฐมนตรีในรัฐบาลภูมิใจไทยต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและยกเลิก เพราะการตรวจสอบพบความผิดปกติร้ายแรงในขั้นตอนการดำเนินงานนั้นขัดระเบียบกฎหมายและอาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง และยังพบว่า มีพฤติการณ์ “เพิกเฉยต่อข้อทักท้วงของอัยการสูงสุดและมีคำสั่งปิดข่าว” จะเซ็นอะไรในกระทรวงก็คงต้องมีความละเอียดรอบคอบหน่อย ไม่อย่างนั้นอาจเป็นเหตุให้โดน DSI ตรวจสอบเพราะเข้าข่ายทำความผิดต่อประเทศชาติบ้านเมืองได้
สำหรับเรื่อง Cloud First Policy ขอชี้แจงว่า
1. ในนโยบายของรัฐบาลก่อนหน้ายังไม่มีความชัดเจนและมีมติเมื่อ 1 กันยายน 2568 ให้ชะลอการจัดซื้อจัดจ้างระบบคลาวด์ ทำให้หลายหน่วยงานดำเนินการไม่ได้และงบประมาณล่าช้า รัฐบาลปัจจุบันซึ่งเริ่มปฏิบัติหน้าที่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จึงผ่อนปรนเบื้องต้นในปี 2569 เพื่อให้หน่วยงานเดินหน้าต่อได้
2. ยังไม่มีความชัดเจนตามมติ ครม ของรัฐบาลเดิมในการเก็บชั้นความลับของข้อมูล ซึ่งโดยหลัก Data Center ของภาครัฐควรต้องอยู่ในประเทศไทย เพราะมีเรื่องของ Data Sovereignty จึงมีการให้กระทรวงดีอีและ DGA ไปหาแนวทางร่วมกัน เพื่อให้การใช้ทรัพยากร Cloud เกิดประโยชน์สูงสุด และมีราคาเหมาะสมที่สุด และที่สำคัญคือความปลอดภัยของข้อมูลของทางราชการ
แนะนำว่าอดีตรองเลขาธิการและอดีตที่ปรึกษาของรัฐมนตรีประเสริฐอาจจะลองขยายเวลาการทำงานให้ช้ากว่านี้หน่อยเพื่อความรอบคอบไม่ให้ชาติบ้านเมืองมีความเสี่ยงในการเสียประโยชน์ ดำเนินการตามระเบียบที่ต้องเอาเรื่องเข้า ครม.ให้พิจารณาก่อนอาจจะดีกว่าทำงานแบบเร็วๆ แล้วมีผลกระทบระยะยาว และข้อมูลที่ออกสื่อควรครอบคลุมไม่ใช่มองแค่ข้อมูลจากด้านเดียวกระทรวงเดียว
ข้อมูลแนบ
ปัจจุบันมีการใช้ระบบ E-Document, E-Saraban, E-Office จาก 2 หน่วยงานคือ DGA และ กระทรวงดีอี
จากกระทรวงดีอี
ตัวเลขปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เปิดใช้งานระบบ E-Officeแล้ว จำนวน 4,411 หน่วยงาน คิดเป็นจำนวน 246,125 บัญชีผู้ใช้งาน และมีหน่วยงานที่อยู่ระหว่างการดำเนินการเปิดใช้งานระบบเพิ่มเติม จำนวน 2,169 หน่วยงาน คิดเป็นจำนวน 1,716,107 บัญชีผู้ใช้งานรวมทั้งสิ้นมีหน่วยงานภาครัฐที่อยู่ในกระบวนการใช้งานระบบ E-Office จำนวน 6,580 หน่วยงาน และมีบัญชีผู้ใช้งานรวม 1,962,232 บัญชี (ข้อมูล ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569)
ส่วนข้อมูล DGA
บริการที่สนับสนุนการลด/ยกเลิกการใช้กระดาษ และดำเนินการโดย DGA ได้แก่
1. ระบบ e-Saraban
มีผู้ใช้งาน 276 หน่วยงาน
มีผู้ใช้งาน 38,094 บัญชี
มีโควต้าที่ขอใช้ทั้งสิ้น 65,067 บัญขี
2. workD
มีผู้ใช้งาน 292 หน่วยงาน
มีผู้ใข้งาน 154,667 บัญชี
มีโควต้าที่ขอใช้ทั้งสิ้น 254,933 บัญชี
3. ระบบท้องถิ่นดิจิทัล
มีผู้ใช้งานทั้งสิ้น 141 หน่วยงาน
มี 4 ระบบ
3.1 ระบบ OSS มีจำนวนผู้ใช้งาน 119 หน่วยงาน
3.2 ระบบขอใบรับรอง มีจำนวนผู้ใช้งาน 60 หน่วยงาน
3.3 ระบบขออนุญาตก่อสร้าง มีจำนวนผู้ใช้งาน 61 หน่วยงาน
3.4 ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ มีจำนวนผู้ใช้งาน 121 หน่วยงาน
4. Digital Transcript มีจำนวนสถาบันอุดมศึกษาใช้งาน จำนวน 121 หน่วยงาน








