วันที่ 5 มกราคม 2569 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 6,371 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนมกราคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 52.6 โดยมีบรรยากาศเทศกาลปีใหม่เป็นแรงส่งให้บรรยากาศในสังคมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับมีความคาดหวังต่อการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์และมาตรการภาครัฐหลังการจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นและช่วงรอยต่อของมาตรการในระหว่างรอการเลือกตั้งยังคงกดดันความเชื่อมั่นของประชาชนในบางส่วน ขณะที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ระดับ 52.6 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยอยู่ในช่วงเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 58.4 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 57.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับเชื่อมั่นได้รับแรงสนับสนุนจากหลายปัจจัย อาทิ (1) บรรยากาศทางเศรษฐกิจช่วงต้นปีที่ฟื้นตัวตามฤดูกาล (2) ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นสอดคล้องกับฤดูกาลท่องเที่ยว ประกอบกับการดำเนินกิจกรรม และนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนและสร้างรายได้ให้กับภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (3) บรรยากาศทางการเมืองในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งมีส่วนช่วยประคองระดับความเชื่อมั่นของประชาชน จากความคาดหวังต่อแนวนโยบาย การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่ก็ตาม และ (4) การส่งออกยังเติบโตได้ดีโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 43.9 แม้จะปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 43.2 ในเดือนก่อนหน้า แต่มีค่าต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น โดยมีปัจจัยที่ลดทอนระดับความเชื่อมั่น อาทิ การฟื้นตัวของรายได้ประชาชนที่ยังจำกัดจากภาระหนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนของนโยบายด้านการค้าของสหรัฐฯ และความผันผวนด้านการเงินในตลาดโลก นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ขยายวงกว้างมากขึ้นอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนของมาตรการภาครัฐในระยะต่อไป เป็นประเด็นที่จะส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 45.08 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 13.89 การเมือง ร้อยละ 10.56 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 8.63 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 8.05 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 7.99 ภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 2.06 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 2.01 และ อื่น ๆ ร้อยละ 1.73 ตามลำดับ
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในช่วงเชื่อมั่นทุกภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 53.5 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 52.4 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 50.9 และภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 50.8 ขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แม้ปรับตัวลงเล็กน้อยแต่ยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 58.3
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ทุกกลุ่มอาชีพอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 56.5 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 53.7 ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 52.8 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 52.4 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 51.9 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 50.8 และ อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 50.3 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น แต่ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 43.3 ของเดือนก่อนหน้ามาอยู่ในระดับ 45.2 ในเดือนปัจจุบัน
นายนันทพงษ์ฯ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทรงตัวอยู่ในช่วงเชื่อมั่นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากบรรยากาศการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในช่วงเทศกาล ควบคู่กับปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนผ่านสัดส่วนของปัจจัยด้านการเมืองที่ส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.78 สู่ร้อยละ 10.56 ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ จากความคาดหวังต่อการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รวมถึงความชัดเจนของมาตรการและนโยบายสำคัญภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองและการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรในช่วงปลายปี 2568 ตลอดจนช่วงรอยต่อของมาตรการและนโยบายระหว่างการเลือกตั้ง ได้สร้างความกังวลให้แก่ประชาชนในอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ สถานการณ์ค่าครองชีพ และภาระหนี้ครัวเรือนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาสินค้าเกษตร ผลการเลือกตั้ง และกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลในระยะต่อไปมีแนวโน้มเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางความเชื่อมั่นของประชาชน ภาครัฐจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ยังคงดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาความกดดันค่าครองชีพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ โครงการ New Year Mega Sale 2026 และโครงการธงฟ้าราคาประหยัด
ทั่วประเทศ ควบคู่กับการกำกับดูแลสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรเพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกร พร้อมเดินหน้าส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นและสินค้า GI เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย ขณะเดียวกัน ยังเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก ตลอดจนการสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้แก่ธุรกิจภายในประเทศ รวมถึงการกำกับดูแลและปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป







