ข่าวเศรษฐกิจ

ช็อก! "ผู้ว่า ธปท." ชี้เศรษฐกิจไทยทรุดสุด รอบ 10 ปี เร่งผ่าโครงสร้าง ลุ้น GDP ปี 70 ฟื้น 2.2-2.3%

แชร์ข่าว

ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ห่วงเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 10 ปี ท่ามกลางปัญหารอบด้านทั้งในและต่างประเทศ เร่งเดินหน้าผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ หวังฟื้นการเติบโตในปีหน้า พร้อมคาด GDP ปี 70 กลับมาโต 2.2-2.3% ขณะเริ่มตรวจธุรกรรมถอนเงินสดผิดปกติ พบเบิกรายใหญ่หลักร้อยล้านบาท เตรียมส่งข้อมูลให้ ปปง. และ กกต.

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย” ว่า ปีนี้ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะไม่ดีนัก หากไม่นับช่วงโควิด-19 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 1.5-1.6% ซึ่งนับเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี จากปัจจัยกดดันรอบด้าน ทั้งปัญหาภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้นโยบายของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระเบียบโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงสงครามการค้าระหว่างประเทศ

นายวิทัย ระบุว่า ประเทศไทยยังไปต่อได้ แต่ต้องลงมือทำอย่างจริงจัง หากพิจารณาปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ จะพบทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน สินเชื่อหดตัว ทุนเทาและเงินเทา ความเหลื่อมล้ำ คุณภาพการศึกษา ขาดนวัตกรรม เสถียรภาพทางการเมือง คอร์รัปชั่น ระบบบังคับใช้กฎหมาย และภัยด้านการเงิน ซึ่งล้วนเป็นปัญหาใหญ่และเชื่อมโยงกัน

“ปัญหาเชิงโครงสร้างแก้ไม่หมดในวันเดียว แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่แก้ได้และบรรเทาได้ หากช่วยกันลงมือทำ จีดีพีไทยปีนี้น่าจะโต 1.5-1.6% ปีที่แล้วโตประมาณ 2.1-2.2% หากการส่งออกดีกว่าที่คาด อาจเห็นตัวเลข 1.6-1.7% ต้องติดตามครึ่งหลังของปี” นายวิทัย กล่าว

นายวิทัย กล่าวว่า หากไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สุดท้ายจะกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในภาพรวม แม้ธปท.จะดูแลเสถียรภาพด้วยนโยบายการเงิน แต่การใช้ดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทั้งหมด จึงเป็นเหตุผลให้ธปท.ต้องขยายบทบาทและปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป

“การลดดอกเบี้ยนโยบายช่วยบรรเทาหนี้ครัวเรือนได้บ้าง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ทุนเทา หรือคอร์รัปชั่นได้ โจทย์เปลี่ยน แบงก์ชาติก็ต้องเปลี่ยน” นายวิทัย กล่าว

ผู้ว่าธปท.ประเมินว่า หากเศรษฐกิจไทยเติบโตเต็มศักยภาพ GDP ปีนี้ควรอยู่ที่ประมาณ 2.7% ดังนั้นจึงยังจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อประคองให้ GDP อยู่ใกล้ระดับ 2.2% และหากต้องการเข้าใกล้ 2.7% มากที่สุด ต้องอาศัยการลงทุนเป็นปัจจัยหลัก

นายวิทัย เปิดเผยว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ได้ออกมาตรการเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาสำคัญ ได้แก่ การแก้หนี้ครัวเรือนด้วยการโอนหนี้รายย่อยที่เป็น NPL วงเงินประมาณ 1 แสนบาท จำนวนราว 1.1 ล้านบัญชี ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) โครงการเอสเอ็มอีเครดิตการันตี ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นได้ในต้นเดือนหน้า หวังปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ติดลบต่อเนื่องถึง 13 ไตรมาส หรือราว 39 เดือน รวมถึงการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำเพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท

สำหรับการกำกับธุรกรรมทองคำ ธปท.จะใช้ พ.ร.บ.การแลกเปลี่ยนเงินตรา กำหนดวงเงินซื้อขายทองคำสกุลเงินบาทผ่านแพลตฟอร์มไม่เกินฝั่งละ 50 ล้านบาทต่อวันต่อแพลตฟอร์ม พร้อมยืนยันว่าธปท.จะดูแลค่าเงินบาทอย่างเต็มที่ภายใต้กรอบกติกาที่กำหนดไว้

ในประเด็นเงินเทาและการทุจริตคอร์รัปชั่น นายวิทัย ระบุว่า เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่เกิดขึ้นทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ ธปท.เริ่มจากการสกัดกั้นเงินไหลเข้าอย่างเสรี โดยธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 2 แสนบาทขึ้นไปต้องมีการตรวจเอกสาร และอยู่ระหว่างการออกเกณฑ์เพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน จากนี้การเบิกถอนเงินสดจำนวนมาก เช่น เกิน 3-5 ล้านบาท จะต้องชี้แจงวัตถุประสงค์และให้ธนาคารพาณิชย์รับผิดชอบในการตรวจสอบ

นายวิทัย กล่าวอีกว่า ช่วงกว่า 10 วันที่ผ่านมา ธปท.ได้ขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ให้รายงานการเบิกถอนเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ แม้ธปท.ยังไม่มีอำนาจโดยตรง แต่ต้องการนำข้อมูลมาตรวจสอบเส้นทางเงิน พบว่าล็อตแรกมีผู้เบิกเงินสด 250 ล้านบาท และอีกรายเบิก 200 ล้านบาท ซึ่งจะส่งข้อมูลให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบต่อ

นอกจากนี้ ธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินสดในพื้นที่ชายแดนจะจำกัดไม่เกิน 2 แสนบาท และธุรกรรมรายใหญ่จะถูกตรวจสอบเส้นทางเงินอย่างเข้มงวด โดยส่งต่อให้ ปปง.ตรวจสอบ พร้อมย้ำว่า หากทุกฝ่ายช่วยกันลงมือทำ ปัญหาต่าง ๆ จะค่อย ๆ คลี่คลาย และจะเกิดพัฒนาการเชิงบวกต่อประเทศในระยะยาว

นายวิทัย กล่าวด้วยว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ใช้เวลาราว 5-6 เดือน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการอาจชะลอหรือหยุดชั่วคราว ทำให้งบประมาณปี 2570 มีแนวโน้มล่าช้า อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีหน้าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และหวังจะเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตที่ระดับ 2.2-2.3% โดยมีแรงหนุนจากการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้น

#เศรษฐกิจไทย #ผู้ว่าธปท #GDPไทย #เศรษฐกิจปี69 #ผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ #นโยบายการเงิน #หนี้ครัวเรือน #เอสเอ็มอี #ค่าเงินบาท #เงินเทา #ฟอกเงิน #ข่าวเศรษฐกิจ #เศรษฐกิจฟื้นตัว