วันที่ 28 ม.ค.2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.อยู่ระหว่างเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาทุนเทาและเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการใช้เงินสดในปริมาณสูงที่อาจเชื่อมโยงกับการทุจริต คอร์รัปชั่น และการกระทำผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ ธปท.ในฐานะผู้พิมพ์ธนบัตรและเป็นต้นทางของระบบเงิน มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการไหลเวียนของเงินสดในระบบเศรษฐกิจ แม้ปัจจุบัน ธปท.จะไม่สามารถมองเห็นข้อมูลธุรกรรมการโอนเงินทั้งหมดของประชาชนได้ แต่สามารถดึงข้อมูลธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติจากการรายงานของธนาคารพาณิชย์ และส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้
นายวิทัย กล่าวว่า ช่วงประมาณ 10 วันที่ผ่านมา ธปท.ได้ขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ให้รายงานการเบิกถอนเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ ตั้งแต่ช่วงราว 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ในเบื้องต้น แม้ในทางกฎหมาย ธปท.จะยังไม่มีอำนาจโดยตรงในเรื่องดังกล่าว แต่ถือเป็นการใช้อำนาจด้านการกำกับดูแลทางอ้อมเพื่อตรวจเส้นทางเงิน ซึ่งเป็นอำนาจที่เคยมีและเคยใช้ในอดีต ก่อนจะหยุดใช้ไปเป็นเวลาหลายสิบปี
ทั้งนี้ ธปท.ในฐานะผู้พิมพ์ธนบัตรและเป็นต้นทางของระบบเงิน มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการไหลเวียนของเงินสดในระบบเศรษฐกิจ แม้ปัจจุบัน ธปท.จะไม่สามารถมองเห็นข้อมูลธุรกรรมการโอนเงินทั้งหมดของประชาชนได้ แต่สามารถดึงข้อมูลธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติจากการรายงานของธนาคารพาณิชย์ และส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้
นายวิทัย กล่าวว่า ช่วงประมาณ 10 วันที่ผ่านมา ธปท.ได้ขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ให้รายงานการเบิกถอนเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ ตั้งแต่ช่วงราว 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ในเบื้องต้น แม้ในทางกฎหมาย ธปท.จะยังไม่มีอำนาจโดยตรงในเรื่องดังกล่าว แต่ถือเป็นการใช้อำนาจด้านการกำกับดูแลทางอ้อมเพื่อตรวจเส้นทางเงิน ซึ่งเป็นอำนาจที่เคยมีและเคยใช้ในอดีต ก่อนจะหยุดใช้ไปเป็นเวลาหลายสิบปี
จากข้อมูลเบื้องต้น พบว่ามีการเบิกถอนเงินสดจำนวนมากในระดับตั้งแต่หลักสิบล้านไปจนถึงกว่า 200-250 ล้านบาท บางกรณีมีการเจาะจงขอเป็นธนบัตรใบละ 500 บาทเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สอดคล้องกับการทำธุรกรรมทั่วไป
ธปท.จึงอยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และหากพบความผิดปกติ จะส่งข้อมูลต่อให้ ปปง. และหากเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง จะส่งต่อให้ กกต.ด้วย พร้อมย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเด็นทางการเมืองหรือการเลือกตั้งเป็นการเฉพาะ แต่เป็นการแก้ไขปัญหาการใช้เงินสดในธุรกรรมที่ธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์
โดยในระยะถัดไป ภายในประมาณ 2-3 เดือน ธปท.เตรียมออกหลักเกณฑ์ใหม่ กำหนดให้การเบิกถอนเงินสดเกินวงเงินที่กำหนด เช่น 3 ล้านบาท หรือ 5 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาตัวเลขที่เหมาะสม โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องเข้าไปตรวจสอบและสอบถามวัตถุประสงค์การใช้เงินสด รวมถึงทำกระบวนการวิเคราะห์ (Profiling) ว่าเป็นการใช้เงินที่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจหรือสถานะของลูกค้าหรือไม่
ทั้งนี้ ธปท.ในฐานะผู้พิมพ์ธนบัตรและเป็นต้นทางของระบบเงิน มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการไหลเวียนของเงินสดในระบบเศรษฐกิจ แม้ปัจจุบัน ธปท.จะไม่สามารถมองเห็นข้อมูลธุรกรรมการโอนเงินทั้งหมดของประชาชนได้ แต่สามารถดึงข้อมูลธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติจากการรายงานของธนาคารพาณิชย์ และส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้
นายวิทัย กล่าวว่า ช่วงประมาณ 10 วันที่ผ่านมา ธปท.ได้ขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ให้รายงานการเบิกถอนเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ ตั้งแต่ช่วงราว 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ในเบื้องต้น แม้ในทางกฎหมาย ธปท.จะยังไม่มีอำนาจโดยตรงในเรื่องดังกล่าว แต่ถือเป็นการใช้อำนาจด้านการกำกับดูแลทางอ้อมเพื่อตรวจเส้นทางเงิน ซึ่งเป็นอำนาจที่เคยมีและเคยใช้ในอดีต ก่อนจะหยุดใช้ไปเป็นเวลาหลายสิบปี
จากข้อมูลเบื้องต้น พบว่ามีการเบิกถอนเงินสดจำนวนมากในระดับตั้งแต่หลักสิบล้านไปจนถึงกว่า 200-250 ล้านบาท บางกรณีมีการเจาะจงขอเป็นธนบัตรใบละ 500 บาทเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สอดคล้องกับการทำธุรกรรมทั่วไป
ธปท.จึงอยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และหากพบความผิดปกติ จะส่งข้อมูลต่อให้ ปปง. และหากเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง จะส่งต่อให้ กกต.ด้วย พร้อมย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเด็นทางการเมืองหรือการเลือกตั้งเป็นการเฉพาะ แต่เป็นการแก้ไขปัญหาการใช้เงินสดในธุรกรรมที่ธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์
โดยในระยะถัดไป ภายในประมาณ 2-3 เดือน ธปท.เตรียมออกหลักเกณฑ์ใหม่ กำหนดให้การเบิกถอนเงินสดเกินวงเงินที่กำหนด เช่น 3 ล้านบาท หรือ 5 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาตัวเลขที่เหมาะสม โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องเข้าไปตรวจสอบและสอบถามวัตถุประสงค์การใช้เงินสด รวมถึงทำกระบวนการวิเคราะห์ (Profiling) ว่าเป็นการใช้เงินที่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจหรือสถานะของลูกค้าหรือไม่
หากเป็นการเบิกเงินเพื่อใช้ในธุรกิจที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินสด ก็สามารถดำเนินการได้ตามปกติ แต่หากเป็นบุคคลทั่วไปที่เบิกเงินสดจำนวนมาก ธนาคารจะต้องสอบถามและบันทึกวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน
“ปัจจุบันการซื้อขายทรัพย์สินส่วนใหญ่สามารถใช้การโอนเงินหรือเช็คได้ แทบไม่มีเหตุผลที่ต้องใช้เงินสดจำนวนมาก ยกเว้นกรณีที่มีความจำเป็นจริง ๆ” นายวิทัยกล่าว
นอกจากนี้ ธปท.ยังเตรียมเข้มงวดการแลกเปลี่ยนเงินสดผ่านผู้ประกอบธุรกิจแลกเงิน (Money Changer) โดยกำหนดวงเงินแลกเปลี่ยนไม่เกิน 800,000 บาท และในพื้นที่ชายแดนไม่เกิน 200,000 บาท เพื่อป้องกันการนำเงินสดผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบการเงิน
ในส่วนของธุรกรรมผ่าน e-Money และ e-Wallet จะมีการเชื่อมต่อข้อมูลเข้าระบบ CFR และการโอนเงินเข้าออกจะต้องมีการทำ Profiling ตามระดับ KYC ให้สอดคล้องกับลักษณะอาชีพและรายได้ เช่น ผู้ค้ารายย่อยไม่ควรมีการโอนเงินเข้าออกครั้งละหลายล้านบาท ซึ่งจะเข้าข่ายธุรกรรมผิดปกติและต้องถูกตรวจสอบ โดยมาตรการในส่วนนี้จะเริ่มดำเนินการภายในเดือนมกราคม 2569
ขณะเดียวกัน ธปท.ยังเตรียมออกเกณฑ์เกี่ยวกับ “แพตเทิร์นเงินเทา” ภายในเดือนหน้า โดยจะจับรูปแบบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับ Profiling เช่น ธุรกรรมมูลค่าสูงหรือมีความถี่สูงผิดปกติ (High Value/High Frequency)
นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับกรณีการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น USDT และ USDC พบข้อมูลที่น่าสงสัยว่า กว่า 40% ของธุรกรรมในตลาดไทยเป็นของชาวต่างชาติ ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นชาวต่างชาติจริง เหตุใดจึงไม่ทำธุรกรรมผ่านตลาดในประเทศของตนเอง เช่น สิงคโปร์หรือฮ่องกง จึงอาจเกี่ยวข้องกับความพยายามหลีกเลี่ยงระบบการโอนเงินตามปกติ โดย ธปท.ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางเงินต่อไป








