ครม.รับทราบ “รายงานภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรม” ไตรมาส 3/2568 หดตัวเล็กน้อย แต่ยานยนต์–อิเล็กทรอนิกส์–ปาล์มน้ำมันฟื้น หนุนแนวโน้มไตรมาส 4 ดีขึ้นจากลงทุนรัฐ–เทคโนโลยีใหม่
วันที่ 27 มกราคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่ กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอ รายงานภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไตรมาสที่ 3/2568 และแนวโน้มไตรมาสที่ 4/2568 รวมถึงรายงานภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมประจำเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการติดตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศเป็นประจำ
รองโฆษกฯ ระบุว่า ภาพรวม ไตรมาสที่ 3/2568 เมื่อพิจารณาจาก ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) อยู่ที่ 93.36 หดตัวร้อยละ 2.40 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวสำคัญ ได้แก่
ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม จากการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่น
เครื่องปรับอากาศ ตามเศรษฐกิจชะลอ และสินค้านำเข้าราคาต่ำ
ยานยนต์ (รถยนต์นั่งขนาดเล็ก/ปิคอัพ/รถยนต์นั่งขนาดใหญ่) จากการหยุดผลิตชั่วคราวของผู้ผลิตบางราย
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมที่ขยายตัว ในไตรมาสที่ 3/2568 ได้แก่
เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน จากความต้องการเพิ่มขึ้นหลังราคาปรับลดลงและฐานต่ำปีก่อน
ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะกลุ่ม PCBA และ semiconductor
สำหรับ ภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเดือนตุลาคม 2568 MPI อยู่ที่ 94.57 หดตัวร้อยละ 0.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการหยุดผลิตเพื่อซ่อมบำรุงใหญ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมบางราย และปัจจัยภายนอกที่กระทบภาคการผลิตบางกลุ่ม โดยอุตสาหกรรมที่ทำให้ MPI หดตัว ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ หดตัว ร้อยละ 21.0 มอเตอร์ไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้า หดตัว ร้อยละ 38.7 และผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม หดตัว ร้อยละ 2.4 (จากดีเซล น้ำมันเตา เบนซิน)
ขณะที่กลุ่มที่ ขยายตัวเด่น ในเดือนตุลาคม 2568 ได้แก่
ยานยนต์ ขยายตัว ร้อยละ 9.1 โดยเฉพาะรถไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ และปิคอัพ จากความนิยมเพิ่มขึ้นและการเร่งผลิตก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 ปลายปี 2568
ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัว ร้อยละ 12.4 จากการเติบโตของตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลก
น้ำมันปาล์ม ขยายตัว ร้อยละ 36.5 จากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศเอื้ออำนวย
ส่วน แนวโน้มไตรมาสที่ 4/2568 รายงานประเมินว่าอุตสาหกรรมสำคัญมีทิศทางปรับดีขึ้นโดย
เหล็กและเหล็กกล้า คาดขยายตัว จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง
อิเล็กทรอนิกส์ คาดผลผลิตและส่งออกขยายตัว จากความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นตามเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI, 5G, Data Center (พร้อมติดตามความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์)
ยางและผลิตภัณฑ์ยาง คาดขยายตัว โดยเฉพาะยางแปรรูปและยางรถยนต์ตามการฟื้นตัวของยานยนต์ ขณะที่ ถุงมือยาง อาจชะลอจากคำสั่งซื้อบางตลาด
อาหาร คาดผลผลิตและส่งออกขยายตัว จากมาตรการกระตุ้นใช้จ่ายช่วงปลายปี และแรงกดดันมาตรการทางภาษีต่างประเทศที่ผ่อนคลายลง
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รายงานดังกล่าวเป็นข้อมูลสำคัญในการติดตามภาพรวมอุตสาหกรรมไทยทั้งด้านดัชนี ผลผลิต แนวโน้มรายสาขา และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการกำหนดทิศทางและมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตของประเทศต่อไป







