“สรท.”เตือนส่งออกไทยปี 2569 เสี่ยงสะดุด ชี้ภาษีสหรัฐกดดัน–บาทแข็งฉุดความสามารถแข่งขัน
เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แถลงข่าวร่วมกับคณะกรรมการ สรท. ระบุว่า การส่งออกของไทยในเดือน พฤศจิกายน 2568 มีมูลค่า 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 890,204 ล้านบาท ขยายตัว 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกจะขยายตัวถึง 12%
ขณะที่การนำเข้าในเดือนเดียวกันมีมูลค่า 30,172.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 17% ส่งผลให้ดุลการค้า ขาดดุล 2,726.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับภาพรวม 11 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกของไทยมีมูลค่า 310,706 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 12% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 315,662.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 12% ทำให้ดุลการค้าขาดดุล 4,956 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหากไม่รวมสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกในช่วง 11 เดือนแรกจะขยายตัว 13%
นายธนากรกล่าวว่า สรท. เชื่อว่าการส่งออกไทยในปี 2568 จะเติบโตมากกว่า 9% แม้เผชิญอุปสรรคหลายด้าน แต่ยังได้รับแรงหนุนจากการเร่งนำเข้าของคู่ค้าหลักในช่วงไตรมาสที่ 1–3 ของปี
อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2569 สรท. คาดว่าการส่งออกไทยมีแนวโน้ม ชะลอตัว โดยจะขยายตัวเพียง 2–4% ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะสภาพตลาดโลกที่ตึงตัวจากมาตรการภาษีของ สหรัฐอเมริกา ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง และฐานการส่งออกในปีก่อนที่ขยายตัวในระดับสูง
สรท. ระบุปัจจัยเสี่ยงสำคัญในปี 2569 ได้แก่ ปัจจัยภายในประเทศ อาทิ ความต่อเนื่องของนโยบายการเมือง ต้นทุนผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นจากค่าแรงขั้นต่ำและสวัสดิการแรงงาน ค่าเงินบาทแข็งค่ากระทบรายได้ส่งออก ต้นทุนพลังงาน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อาจไม่เชื่อมโยงซัพพลายเชนในประเทศ ปัญหาความแออัดในท่าเรือแหลมฉบังและคลังสินค้าสุวรรณภูมิ รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ
ขณะที่ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจ มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐ (US Reciprocal Tariff) ที่เริ่มส่งผลกระทบในวงกว้าง ความไม่ชัดเจนของเงื่อนไขการถ่ายลำสินค้า (Transshipment) จากจีน และค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่า ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย
ทั้งนี้ สรท. เสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการรองรับความเสี่ยง อาทิ การดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับเหมาะสม การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) การเร่งเจรจาเกณฑ์ RVC กับสหรัฐ การขยายความตกลงการค้าเสรี (FTA) การรุกตลาดใหม่เชิงรุก การเข้มงวดกำกับดูแลสินค้านำเข้า และการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว พลังงานสะอาด รวมถึงการยกระดับระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในระยะยาว








