จะเห็นได้ว่า ปี 2568 ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกก้าวผ่านช่วงความผันผวนรุนแรงจากปีก่อนหน้า เข้าสู่สภาวะ "New Normal" ที่มีความชัดเจนมากขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับความท้าทายจากหนี้ครัวเรือนและระเบียบโลกใหม่ทางการค้า ได้แก่
1. ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค (Macro Overview) โดยในปี 2568 เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยมีตัวเลขสำคัญดังนี้:
- GDP Growth: คาดการณ์ขยายตัวที่ระดับ 2.8% - 3.2% * อัตราเงินเฟ้อ: ทรงตัวอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1.5% - 2.5% ตามราคาพลังงานโลกที่เริ่มนิ่ง
- เครื่องยนต์หลัก: การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาครัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน (Mega Projects) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
2. สถานการณ์ทางการเงินและตลาดทุน
นโยบายการเงิน: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินนโยบายการเงินแบบ "Neutral" (เป็นกลาง) โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับที่เหมาะสม เพื่อดูแลเสถียรภาพทางการเงินและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
ตลาดหุ้นไทย (SET Index): ดัชนีมีการปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง โดยได้รับอานิสงส์จาก:
1. Fund Flow: เงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)
2. ESG Investing: หุ้นกลุ่มความยั่งยืนได้รับความนิยมสูงสุดจากนักลงทุนสถาบัน
3. Digital Asset: การนำเทคโนโลยี Tokenization มาใช้ในสินทรัพย์จริง (Real World Assets) เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม
3. แนวโน้มและสิ่งที่ต้องจับตาในปีถัดไป
1. Virtual Bank: การเปิดตัวธนาคารไร้สาขาอย่างเต็มรูปแบบที่จะเข้ามาเปลี่ยน Landscape การแข่งขันในธุรกิจธนาคาร
2. ความผันผวนของค่าเงินบาท: จากทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่อาจมีความไม่แน่นอนตามสภาวะเศรษฐกิจอเมริกา
3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่: นโยบายการคลังที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่ S-Curve ใหม่
สำหรับการก้าวเข้าสู่ปี 2569 สภาวะตลาดจะเปลี่ยนจากช่วงการฟื้นตัวเข้าสู่ช่วง "ความแตกต่างอย่างสุดขั้ว" (The K-Shaped World) และเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงในหลายประเทศ
1. กลยุทธ์หลัก: "Core & Satellite" โดยแนะนำให้แบ่งพอร์ตออกเป็น 2 ส่วนเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคงและการหาโอกาสทำกำไรสูง
· Core Port (70-80%): เน้นสินทรัพย์หลักที่มีความมั่นคง กระจายตัวทั่วโลก เพื่อการเติบโตระยะยาว เช่น กองทุนรวมดัชนีหุ้นโลก (Global Equity) และตราสารหนี้คุณภาพดี
· Satellite Port (20-30%): เน้นการลงทุนตามธีม (Thematic Investment) หรือการจับจังหวะตลาด (Tactical Asset Allocation) เพื่อเพิ่มผลตอบแทน (Alpha)
2. ธีมการลงทุนที่น่าจับตาในปี 2569
หุ้น: จาก "AI Hype" สู่ "AI Reality"
· Selective Buy: เลิกมองแค่หุ้นกลุ่ม Tech ขนาดใหญ่ (Magnificent 7) แต่ให้มองหาบริษัทที่เริ่มนำ AI มาสร้างกำไรได้จริง (AI Adopters) เช่น กลุ่มซอฟต์แวร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Data Centers)
· Domestic Recovery: หุ้นไทยกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก FDI (การลงทุนต่างชาติ) เช่น นิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มที่อิงการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัวตราสารหนี้: ยุคทองของ Bond Income
· เมื่อดอกเบี้ยผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ตราสารหนี้จะกลับมาน่าสนใจมาก ทั้งในแง่ของ ดอกเบี้ยรับ (Yield) และโอกาสได้ กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เมื่อดอกเบี้ยปรับตัวลดลง แนะนำเน้นหุ้นกู้เอกชนระดับ Investment Grade
สินทรัพย์ทางเลือก: ประกันความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
· ทองคำ: ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีติดพอร์ต (5-10%) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการเมืองโลกและปัญหาหนี้สาธารณะในประเทศเศรษฐกิจหลัก
· REITs (กองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์): เริ่มกลับมาน่าสนใจเนื่องจากดอกเบี้ยขาลงช่วยลดต้นทุนทางการเงินและเพิ่มความน่าสนใจของอัตราปันผล
3. ข้อควรระวังและคำแนะนำเพิ่มเติม
1. อย่ามองข้ามยุโรปและญี่ปุ่น: ในปี 2569 ตลาดเหล่านี้อาจให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสหรัฐฯ เนื่องจากระดับราคา (Valuation) ที่ยังไม่แพงจนเกินไป
2. ระวังความผันผวนช่วงครึ่งปีหลัง: นักวิเคราะห์คาดว่าความผันผวนจะสูงขึ้นจากนโยบายการคลังและกำแพงภาษีระลอกใหม่ในตลาดโลก
3. การปรับพอร์ต (Rebalancing): ควรทบทวนพอร์ตทุก 6 เดือนเพื่อให้สัดส่วนสินทรัพย์กลับมาอยู่ในจุดที่เหมาะสมตามเป้าหมาย
ดังนั้นปี 2569 การลงทุนแบบ "Active Management" (การเลือกหุ้น/กองทุนโดยผู้เชี่ยวชาญ) จะมีความสำคัญมากกว่าการซื้อตามดัชนีเพียงอย่างเดียว เนื่องจากความแตกต่างของผลประกอบการบริษัทจะชัดเจนขึ้นมาก







