เมื่อสายน้ำและพลังงานหลอมรวมเป็นหนึ่งเพื่อขับเคลื่อนประเทศ โครงการสำคัญอย่าง “เขื่อนวชิราลงกรณ” จึงมิใช่เพียงแค่สิ่งก่อสร้างทางวิศวกรรมอันยิ่งใหญ่ แต่คือประจักษ์พยานแห่งความห่วงใยในวิถีชีวิตของปวงชน
ในเดือนมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ นี้ นับเป็นโอกาสอันอุดมที่คนไทยทุกคนจะได้ร่วมกันน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเปรียบเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรในการพัฒนาแหล่งน้ำและการพลังงานไทยจากอดีตสู่อนาคต เขื่อนพระนามแห่งนี้ได้ทำหน้าที่พลิกฟื้นผืนดิน สร้างความมั่นคงทางพลังงานสะอาด และหล่อเลี้ยงรอยยิ้มของคนไทยภายใต้ร่มพระบารมีอย่างยั่งยืน
“เขื่อนวชิราลงกรณ” เป็นเขื่อนหินถมแห่งแรกของประเทศไทย มีชื่อเดิมว่า “เขื่อนเขาแหลม” ตั้งอยู่ที่ ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี โดยเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2529 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนเขาแหลมอย่างเป็นทางการ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม “เขื่อนวชิราลงกรณ” ตามพระนามาภิไธยของ “พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของชาว กฟผ. และปวงชนชาวไทย นำมาซึ่งความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อความผาสุกของประเทศชาติตามพระราชปณิธาน
ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา เขื่อนวชิราลงกรณได้ทำหน้าที่เป็นมากกว่าแหล่งผลิตไฟฟ้า เนื่องจากได้หล่อเลี้ยงคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยในหลากหลายมิติ ทั้งการกักเก็บน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การสนับสนุนระบบชลประทานและภาคการเกษตร การบรรเทาอุทกภัย การผลักดันน้ำเค็มและขับไล่น้ำเสีย ตลอดจนการส่งเสริมอาชีพประมง การคมนาคมทางน้ำ และการท่องเที่ยวในพื้นที่ ด้วยความจุอ่างเก็บน้ำกว่า 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนวชิราลงกรณจึงเป็นเขื่อนที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 4 ของประเทศไทย และยังมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำกำลังผลิตรวม 300 เมกะวัตต์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าสะอาดได้เฉลี่ยปีละประมาณ 777 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และสนับสนุนการพัฒนาประเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากภารกิจด้านน้ำและไฟฟ้าแล้ว เขื่อนวชิราลงกรณยังได้เดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กันมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ อาทิ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา โมเดล” ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ตามศาสตร์พระราชา เพื่อส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล รวมถึงการดำเนินกิจกรรมปลูกป่า ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และการป้องกันไฟป่าโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่สืบไป
นอกจากนี้ เขื่อนวชิราลงกรณยังเป็นที่ตั้งของ “สวนสุขภาพสราญจิต” ซึ่งกระทรวงพลังงานและ กฟผ. พัฒนาขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ (28 กรกฎาคม 2567) ให้เป็นพื้นที่ออกกำลังกาย พักผ่อน และทำกิจกรรมร่วมกัน สอดคล้องกับพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยสุขภาพและคุณภาพชีวิตของพสกนิกรทั่วประเทศ โดยในสวนฯ แห่งนี้ ยังโดดเด่นด้วยสนามจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ สนามจักรยานขาไถ และสนามจักรยานปั๊มแทร็ก ซึ่งได้รับการออกแบบตามมาตรฐานของสหพันธ์จักรยานนานาชาติ และได้รับการสนับสนุนจากสมาคมจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งที่ผ่านมาเคยใช้จัดการแข่งขันจักรยานระดับชาติและนานาชาติหลายรายการ อาทิ กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
ปัจจุบัน เขื่อนวชิราลงกรณเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญด้านพลังงานสะอาดของประเทศ โดย กฟผ. มีแผนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ ชุดที่ 1 มีขนาดกำลังผลิต 50 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนวชิราลงกรณ เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บพลังงานและรองรับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนในอนาคต อันเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593
“จากอดีต สู่ปัจจุบัน และก้าวไกลสู่อนาคต ‘เขื่อนวชิราลงกรณ’ ยังคงยืนหยัดเป็นเสาหลักแห่งความมั่นคงด้านน้ำและพลังงานไทย พร้อมขับเคลื่อนภารกิจยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาสังคม และดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สมดังพระราชปณิธาน ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด’ เพื่อสร้างสรรค์ความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่พสกนิกรไทยตราบนานเท่านาน”








