เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 โดยได้กำหนดค่าเอฟทีที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าที่จะเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
ในการพิจารณาครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระให้กับประชาชน พร้อมกับการที่ กกพ. ได้นำเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาใช้เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกยังมีความผันผวนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง
นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการและโฆษก กกพ. กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอที่อยากให้ภาครัฐตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยนั้น ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย ซึ่งการตรึงค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุก 1 สตางค์นั้นต้องใช้เงินประมาณ 706 ล้านบาท ดังนั้น หากจะตรึงเพิ่มอีก 7 สตางค์ จะต้องใช้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน
หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 14.3 ล้านราย หรือคิดเป็น 62% ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 366 ล้านบาท และหากพิจารณาผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 17.5 ล้านราย หรือคิดเป็น 76% ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 591 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน
"การพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้าต้องคำนึงถึงภาระงบประมาณ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และผลกระทบในระยะยาว" โฆษก กกพ. กล่าว
นอกจากนี้ กกพ. ยังติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในงวดถัดไป
นายพูลพัฒน์กล่าวว่าในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นฤดูร้อน ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภททำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศที่ต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการลดอุณหภูมิ รวมถึงตู้เย็นที่ต้องทำงานถี่ขึ้น เพื่อรักษาความเย็นภายในเมื่ออุณหภูมิภายนอกสูงขึ้น ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าโดยรวมเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนปรับสูงขึ้นตามโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได (Progressive Rate)
#กกพ #ค่าไฟฟ้า #ค่าพลังงาน #ไฟฟ้า #พลังงาน #ค่าไฟ #การไฟฟ้าฝ่ายผลิต #LNG #สถานการณ์พลังงาน #ภาครัฐ








