"…เมืองไทยมีบ่อน้ำมันแหล่งแก๊สทุกจังหวัด…" มิสเตอร์เอทานอล
จากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ไทยเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนน้ำมันดีเซล นายอลงกรณ์ พลบุตร หรือที่รู้จักกันในฉายา "มิสเตอร์เอทานอล" ได้ออกมาโพสต์ข้อเสนอผ่านเฟซบุ๊ก ชี้ให้รัฐบาลเห็นโอกาสครั้งสำคัญในการ "ปลดล็อควิกฤติพลังงาน" และสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนด้วยศักยภาพที่มีอยู่ในประเทศ
นายอลงกรณ์ ย้อนความถึงแนวคิดเมื่อ 26 ปีก่อนที่กล่าวว่า "เมืองไทยมีบ่อน้ำมันทุกจังหวัด" ซึ่งไม่ได้หมายถึงน้ำมันดิบใต้ดิน แต่หมายถึง "พืชพลังงาน" ที่สามารถแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงได้ เช่น อ้อยและมันสำปะหลังที่กลายเป็นเอทานอล ผสมเป็นแก๊สโซฮอล์ และปาล์มน้ำมันที่กลายเป็นไบโอดีเซล ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ยอมรับในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ
พร้อมกันนี้ นายอลงกรณ์ได้เสนอ "เมกกะโปรเจกพลังงานชีวภาพ" ต่อรัฐบาล โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1.ปรับโครงสร้างเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels)พลังงานแห่งอนาคต
· เอทานอล: ปัจจุบันไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกินกว่าร้อยละ 50 เสนอให้ประกาศใช้น้ำมัน E20 และ E85 เป็นน้ำมันพื้นฐานถาวร และตั้งเป้าสู่ E100 ใน 3 ปี พร้อมขยายกำลังการผลิตเป็น 20 ล้านลิตรต่อวัน รองรับ 2 ใน 3 ของความต้องการเบนซินในแต่ละวัน
· ไบโอดีเซล: มีกำลังการผลิตเหลือใช้อีกมาก เสนอให้ประกาศใช้ B7 และ B10 เป็นน้ำมันหลัก พร้อมขยายกำลังการผลิตเป็น 14 ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 20 ของความต้องการดีเซลในประเทศ รวมถึงส่งเสริมการใช้ B100 ในภาคการเกษตรและขนส่ง
2. ต่อยอดสู่อุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูง (Bio-Industry)
· เร่งผลักดันการลงทุน "โรงกลั่นชีวภาพ" (Bio-refinery) เพื่อแปรรูปปาล์มน้ำมันและของเสียให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อาทิ สารตั้งต้นในเครื่องสำอาง (Oleochemicals), พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic), น้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ (Biolubricants)
· ต่อยอดโครงการ Biopolis ใน EEC สู่ภูมิภาค และเร่งรัดการผลิต "น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ" (SAF) เพื่อรองรับเทรนด์การบินโลก
3. สร้างความมั่นคงระดับชุมชนด้วย Biogas-Biomass ทุกจังหวัด
· ใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมหาศาล เช่น ฟางข้าว 20 ล้านตัน แกลบ 5 ล้านตัน เพื่อผลิตไฟฟ้าชีวมวล ลดการพึ่งพาก๊าซนำเข้า
· ส่งเสริมโครงการ "1 หมู่บ้าน 1 โรงก๊าซชีวภาพ 1 โรงปุ๋ยชุมชน" เพื่อเปลี่ยนของเสียจากภาคเกษตรและปศุสัตว์ให้เป็นพลังงานและปุ๋ย ลดต้นทุน ลดการเผา และเพิ่มรายได้
· เร่งผลิต "ไบโอมีเทนอัด" (CBG) เพื่อเป็นเชื้อเพลิงขนส่ง ทดแทนการนำเข้า LNG ได้ถึง 450,000 ตันต่อปี
· เดินหน้าศึกษาการผสมไฮโดรเจนในระบบท่อก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 82,000 ล้านบาทในปี 2593
บทสรุป
นายอลงกรณ์ ระบุว่า วิกฤติพลังงานคือโอกาสให้ไทยเร่งปฏิรูปโครงสร้างพลังงานดั้งเดิมฟอสซิลสู่พลังงานชีวภาพอย่างจริงจัง เพื่อเปลี่ยนเงินที่เคยส่งออกไปซื้อพลังงานจากต่างประเทศ ให้ไหลเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยและเข้าถึงเกษตรกรโดยตรง สร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนและ "ไม่มีวันขาดแคลน" นำไปสู่เป้าหมาย "เกษตรมั่งคั่ง พลังงานยั่งยืน ประเทศมั่นคง"








