พลังงาน ความยั่งยืน

บ้านสมเด็จโพลล์ ระบุ 90.5% คนกทมรู้ว่า 8 ก.พ.ไปเลือกตั้งสส.-ลงประชามติ 65.5% เสนอชื่อนายกฯมีผลต่อการเลือกสส.

แชร์ข่าว

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (หลังการรับสมัคร) โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร โดยมีการกระจายการเก็บข้อมูลในกลุ่มเขตชั้นใน กลุ่มเขตชั้นกลาง กลุ่มเขตชั้นนอก จำนวนทั้งสิ้น 1,121 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 6 – 9 มกราคม 2569

วันที่ 10 มกราคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (หลังการรับสมัคร) ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศกำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น. เป็นวันเลือกตั้ง โดยระหว่างวันที่ 27 – 31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และระหว่างวันที่ 28 – 30 ธันวาคม 2568 และ วันที่ 31 ธันวาคม 2568  วันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อและแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองมีมติจะเสนอสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงการลงประชามติในประเด็นคำถาม ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดวันออกเสียงประชามติ กำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันออกเสียงประชามติ โดยเป็นวันและเวลาเดียวกันในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ประชาชนไปลงคะแนนเสียงประชามติ แยกจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรที่อยู่ในจุดเลือกตั้งเดียวกัน หลังจากการสมัครจบลงเป็นช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งผ่านสื่อประเภทต่างๆ ความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนก็มีสูงขึ้น ความนิยมของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร พรรคการเมือง และการเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ความคิดเห็นของประชาชนต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (หลังการรับสมัคร) โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะออกไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ร้อยละ 89.3 ทราบว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีการออกเสียงประชามติ ในประเด็นคำถาม ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยไปลงคะแนนเสียงแยกจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรที่อยู่ในจุดเลือกตั้งเดียวกัน ร้อยละ 90.5 และคิดว่าจะตัดสินใจในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองเดียวกันร้อยละ 64

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ อยากได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบแบ่งเขต ที่มีคุณสมบัติ อันดับแรกคือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีประวัติการศึกษาและการทำงานอย่างมากมาย ร้อยละ 28.4 อันดับสองคือ ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 25.3 อันดับสามคือ ผู้ที่มีความเสียสละเพื่อสังคม ทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 20.3 อันดับสี่คือ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่และทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 13.3 และอันดับห้าคือ ผู้ที่เป็นลูกหลาน ตระกูลนักการเมือง ร้อยละ 5.7

และอยากได้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบบัญชีรายชื่อ ที่มีคุณสมบัติ อันดับแรกคือ ผู้ที่มีความเสียสละเพื่อสังคม ทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 37.6 อันดับสองคือ ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 32.2 อันดับสามคือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีประวัติการศึกษาและการทำงานอย่างมากมาย ร้อยละ 16.5 อันดับสี่คือ ผู้ที่เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ เท่ากับผู้ที่เป็นลูกหลาน ตระกูลนักการเมือง ร้อยละ 4.7 และอันดับห้าคือ ผู้ผู้ที่มีชื่อเสียง นักร้อง ศิลปิน ดารา ร้อยละ 4.3

ในส่วนของนโยบายที่อยากให้พรรคการเมืองให้ความสำคัญ อันดับแรกคือ ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 35.5 อันดับสองคือ ด้านสวัสดิการของรัฐ ร้อยละ 22.1 อันดับสามคือ ด้านการศึกษา ร้อยละ 9.6 อันดับสี่คือ ด้านสาธารณสุข ร้อยละ 7.8 และอันดับห้าคือ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ร้อยละ 5.9

ปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ในการเลือกตั้งครั้งนี้มากที่สุด อันดับแรกคือ ตัวผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ร้อยละ 37.1 อันดับสองคือ นโยบายของพรรคการเมือง ร้อยละ 24 อันดับสามคือ พรรคการเมือง ร้อยละ 18.8 อันดับสี่คือ ไม่แน่ใจ / ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 13.4 อันดับห้าคือ การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 6.7 และในส่วนของการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ของพรรคการเมืองมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ร้อยละ 65.5

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ตัดสินใจเลือกผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบแบ่งเขต จากพรรคการเมือง อันดับแรกคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 29.9 อันดับสองคือ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 21.1 อันดับสามคือ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 20.2 อันดับสี่คือ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 10.1 อันดับห้าคือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 7.4 อันดับหกคือ พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 3 อันดับเจ็ดคือ พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 2.4 อันดับแปดคือ พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.8 อันดับเก้าคือ พรรคโอกาสใหม่ ร้อยละ 1.6 และอันดับสิบคือ พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 1.1

และตัดสินใจเลือกผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมือง อันดับแรกคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 31.8 อันดับสองคือ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 27.5 อันดับสามคือ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 17.9 อันดับสี่คือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 6.4 อันดับห้าคือ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 4.1 อันดับหกคือ พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 2.8 อันดับเจ็ดคือ พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 2.7 อันดับแปดคือ พรรคโอกาสใหม่ ร้อยละ 1.6 อันดับเก้าคือ พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.5 และอันดับสิบคือ พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 1.1

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ คิดว่าบุคคลใดเหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากที่สุด  อันดับแรกคือ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 28.8 อันดับสองคือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 28.1 อันดับสามคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 16.7 อันดับสี่คือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 5.6อันดับห้าคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 4.5 อันดับหกคือ นายธรรมนัส พรหมเผ่า ร้อยละ 4.1 อันดับเจ็ดคือ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ร้อยละ 3 อันดับแปดคือ นายจตุพร บุรุษพัฒน ร้อยละ 2.8 อันดับเก้าคือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ร้อยละ 2.2 และอันดับสิบคือ คุณหญิง สุดารัตน์เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 1.3

ข่าวแนะนำ