ภายหลังการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ส.ค.69 ล่มเป็นครั้งที่ 4 ท่ามกลางข้อถกเถียงเกี่ยวกับสถานะและคุณสมบัติของ ศ.คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ซึ่งยังมีประเด็นข้อกฎหมายและกระบวนการที่ถูกตั้งคำถาม คำชี้แจงของ หมอสรณ ที่เคยเผยแพร่ก่อนหน้านี้ กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะช่วงต้นได้ย้ำว่า ตนเองถูกกล่าวหา
ก่อนอธิบายเส้นทางจากการลาออกจากโรงพยาบาลรามาธิบดี การทำหน้าที่แพทย์ในช่วงรอยต่อ จนเข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช. ชี้สิ่งที่เกิดขึ้นสามารถตรวจสอบได้จากเอกสาร พร้อมขอให้สังคมรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน
สาระสำคัญของคำชี้แจงอยู่ที่ หมอสรณ ต้องการแยกระหว่างการเป็น “พนักงานของรัฐ” กับการกลับไปทำหน้าที่ในวิชาชีพแพทย์เป็นครั้งคราว โดยยืนยันว่าได้ดำเนินการลาออกจากตำแหน่งตามขั้นตอนก่อนเข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช. และหลังการลาออกไม่มีสถานะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างประจำของโรงพยาบาลรามาธิบดี รวมถึงไม่ได้รับเงินเดือนในฐานะบุคลากรประจำของหน่วยงานรัฐ
ข้อมูลไทม์ไลน์ที่ หมอสรณ เคยเปิดเผย ระบุว่า ก่อนวันที่ 8 มกราคม 2565 ยังคงเป็นพนักงานโรงพยาบาลรามาธิบดีตามปกติ แต่ระหว่างวันที่ 8 มกราคม–12 เมษายน 2565 หลังยื่นหลักฐานการลาออกแล้ว ได้สิ้นสุดสถานะพนักงาน ส่วนการตรวจรักษาผู้ป่วยบางกรณีเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแพทย์นอกเวลา รับค่าตอบแทนเฉพาะครั้งที่ปฏิบัติงาน และไม่ได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนประจำในฐานะพนักงานของหน่วยงานรัฐ
หลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 เป็นต้นมา หมอสรณ ระบุว่า การทำหน้าที่ทางการแพทย์ที่ยังคงมีอยู่เป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยในลักษณะแพทย์จิตอาสา โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน
ย้ำว่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้นไม่ได้มีต้นเหตุมาจากข้อกล่าวหาเรื่องการรับผลประโยชน์จากธุรกิจโทรคมนาคม หรือการใช้อำนาจประธาน กสทช. เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว แต่เกี่ยวพันกับการตีความสถานะการทำหน้าที่แพทย์ในช่วงรอยต่อก่อนเข้ารับตำแหน่ง
ขณะเดียวกัน ข้อพิพาทยังขยายจากเรื่องคุณสมบัติของ หมอสรณ ไปสู่คำถามเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบ โดยมีข้อถกเถียงสำคัญว่า หลังการสรรหา การให้ความเห็นชอบของวุฒิสภา และการแต่งตั้งเสร็จสิ้นแล้ว คณะกรรมการสรรหายังมีอำนาจกลับมาตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งหรือไม่ รวมถึงคำถามเรื่ององค์ประกอบและสถานะของกรรมการสรรหาบางราย
อีกคำถามที่ถูกตั้งขึ้นคือ หากประเด็นคุณสมบัติดังกล่าวมีอยู่ตั้งแต่ก่อนการแต่งตั้ง เหตุใดจึงไม่ถูกตรวจพบหรือวินิจฉัยตั้งแต่กระบวนการสรรหาในครั้งแรก ซึ่งการตรวจสอบคุณสมบัติเป็นหน้าที่โดยตรงของคณะกรรมการสรรหา
ทั้งนี้ สิ่งที่เจ้าตัวพยายามสื่อจึงไม่ใช่เพียงการปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่เป็นการขอให้แยก “ข้อกล่าวหา” ออกจาก “ข้อเท็จจริง” และเปิดโอกาสให้เอกสารและกระบวนการตามกฎหมายเป็นผู้ให้คำตอบ
หมอสรณ ย้ำว่า ข้อเท็จจริงทั้งหมดสามารถตรวจสอบได้ ทั้งวันยื่นลาออก วันที่พ้นสถานะพนักงาน และวันที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานและเคารพกระบวนการตามกฎหมาย
พร้อมทิ้งข้อความสำคัญไว้ว่า ต้องการให้สังคม รับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน และปล่อยให้กระบวนการตามกฎหมายดำเนินไปโดยปราศจากอคติ
#หมอสรณ #กสทช








