ท่ามกลางการปฏิรูประบบภาษีของภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การที่กรมสรรพสามิตยืนยันแนวทางปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็น อัตราเดียว และอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการ ถือเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูประบบภาษีที่อาจส่งผลต่อรายได้ของรัฐ ปรับปรุงโครงสร้างการแข่งขันในตลาด และช่วยเหลือผู้ประกอบการค้าปลีกทั่วประเทศ
สมาคมการค้ายาสูบไทยยินดีที่ได้เห็นความคืบหน้าดังกล่าว พร้อมยืนยันจุดยืนเดิมในการสนับสนุนการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็น อัตราเดียวในอัตราที่เหมาะสมสอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค และมีความเรียบง่าย ช่วยลดการกระจุกตัวของราคาในตลาด ทำให้เกิดความหลากหลายด้านราคามากขึ้นและส่งเสริมการแข่งขันให้เป็นธรรมและเป็นไปตามกลไกตลาด และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐในระยะยาว
นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย กล่าวว่า สมาคมติดตามการพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่มาอย่างต่อเนื่อง และเห็นว่าการที่กรมสรรพสามิตยืนยันหลักการใช้โครงสร้างแบบอัตราเดียว ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกในเรื่องที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานานจะได้รับการแก้ไขสักที
“โครงสร้างภาษีบุหรี่ 2 อัตราที่ใช้มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2560 ได้สร้างปัญหามากมายให้กับอุตสาหกรรมยาสูบ ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รวมทั้งผู้ค้าปลีกรายย่อยทั่วประเทศ จากการกระจุกตัวของราคาจนเกิดการแย่งส่วนแบ่งตลาดกัน กำไรจากการขายต่อซองที่ลดลงเพราะมีแต่บุหรี่ราคาถูกทั้งตลาด และที่สำคัญยอดขายก็ได้รับผลกระทบจากบุหรี่เถื่อนด้วย สมาคมฯ จึงได้ติดตามการพิจารณา แนวทางการปรับนโยบายโครงสร้างภาษียาสูบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐและลดการบิดเบือนกลไกราคาในตลาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าหากมีการปรับโครงสร้างเป็นอัตราเดียวและกำหนดอัตราภาษีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสมดุล จะช่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย” นางสาวธัญญศรัณ กล่าว
ปัจจุบันประเทศไทยเป็นเพียง 1 ใน 7 ประเทศที่ยังใช้โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบมูลค่าหลายอัตรา ส่งผลให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ามุ่งแข่งขันในกลุ่มสินค้าราคาต่ำกว่า 72 บาท เพื่อเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า ทำให้สินค้ากระจุกตัวอยู่ในช่วงราคาใกล้เคียงกัน การแข่งขันไม่สะท้อนกลไกตลาดตามปกติ และกระทบต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ
ผลกระทบดังกล่าวยังส่งต่อมายังร้านค้าที่ได้รับใบอนุญาตจำหน่ายบุหรี่อย่างถูกต้องกว่า 400,000 ราย ทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านโชห่วยและผู้ประกอบการรายย่อย เมื่อสินค้ากระจุกตัวอยู่ในกลุ่มราคาประหยัด ร้านค้าจึงมีทางเลือกในการจำหน่ายสินค้าน้อยลง ขายได้กำไรบางลง สูญเสียโอกาสในการบริหารสินค้าให้หลากหลาย และกระทบต่อรายได้ของธุรกิจรายย่อยในระบบเศรษฐกิจฐานราก
ก่อนปี 2560 ประเทศไทยใช้โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบอัตราเดียว ทำให้ตลาดมีสินค้าหลากหลายตามกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่หลังจากเปลี่ยนมาใช้ระบบภาษี 2 อัตราและมีการปรับภาษีเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ปริมาณการจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกลดลง ตลาดกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้าราคาประหยัดมากขึ้น ร้านค้าปลีกจึงมีทางเลือกในการจำหน่ายสินค้าน้อยลงและสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้
หากรัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียวในระดับที่เหมาะสม จะช่วยลดแรงจูงใจในการแข่งขันด้านภาษี ทำให้การแข่งขันกลับมาเป็นไปตามกลไกตลาด เพิ่มทางเลือกในการจำหน่ายสินค้าแก่ร้านค้าปลีก และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันภาครัฐก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และบริหารจัดการตลาดได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
สมาคมฯ ยังเห็นว่าการปรับโครงสร้างภาษีควรดำเนินควบคู่กับการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เนื่องจากร้านค้าที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องต้องแข่งขันกับสินค้าที่ไม่เสียภาษีและไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อการรักษาสมดุลระหว่างเป้าหมายด้านรายได้ของรัฐ การควบคุมการบริโภค และการป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคหันไปเลือกซื้อสินค้าผิดกฎหมาย
สมาคมการค้ายาสูบไทยจึงขอยืนยันการสนับสนุนการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็น อัตราเดียวในอัตราที่เหมาะสม และหวังว่าหลังจากกรมสรรพสามิตรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนครบถ้วนแล้ว กระทรวงการคลังจะเร่งผลักดันการปรับโครงสร้างภาษีให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบภาษีที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ช่วยลดความบิดเบือนของตลาด เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการและร้านค้าปลีกทั่วประเทศอย่างยั่งยืน








