นายชำนาญ ชาดิษฐ์ ทนายความส่วนตัวของศาสตราจารย์คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ชี้แจงโต้กลับกรณีมีรายงานคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติ 4 ต่อ 0 เกี่ยวกับประเด็นคุณสมบัติของประธาน กสทช. โดยยืนยันว่ามติดังกล่าวยังไม่อาจถือเป็นข้อยุติที่ทำให้ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ต้องพ้นจากตำแหน่งหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ว่า กรณีนี้มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน 3 ประการ โดยประการแรกเห็นว่า คณะกรรมการสรรหาได้สิ้นสุดอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายไปแล้ว ภายหลังการดำเนินกระบวนการสรรหาเสร็จสิ้น จึงต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดว่าคณะกรรมการสรรหา ยังมีฐานอำนาจตามบทบัญญัติใดในการกลับมาพิจารณาและมีมติเกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้งและเข้าปฏิบัติหน้าที่แล้วเป็นเวลากว่า 4 ปี ซึ่งเคยมีแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้แล้ว
“ผมเห็นว่า ผลพิจารณาดังกล่าวมีสถานะเป็นเพียงความเห็นของคณะกรรมการสรรหา และยังไม่ใช่คำสั่งทางกฎหมายที่มีผลให้ประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่งหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยหรือการดำเนินการโดยองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมาย ท่านประธานยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติราชการอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศในการบริหารงานของ กสทช. นอกจากนี้ การดำเนินการใด ๆ ในระหว่างที่ท่านดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ย่อมไม่เสียไปเพียงเพราะความเห็นของคณะกรรมการสรรหาดังกล่าว เพื่อคุ้มครองการที่บุคคลภายนอกที่ได้ดำเนินการโดยสุจริต” นายชำนาญ กล่าว
ประการที่สอง บทบัญญัติเกี่ยวกับการสละสิทธิตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (พรบ. องค์กรจัดสรรฯ) ต้องตีความให้สอดคล้องกับลำดับขั้นของกระบวนการสรรหาและแต่งตั้ง โดยเฉพาะกรณีที่บุคคลผ่านการคัดเลือกและได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแล้ว
นายชำนาญ ระบุว่า กลไกการสละสิทธิตามมาตรา 18 มุ่งใช้กับช่วงที่กระบวนการคัดเลือกและแต่งตั้งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ มิใช่กลไกที่คณะกรรมการสรรหาจะนำมาใช้ภายหลังการแต่งตั้งเพื่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงสถานะของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. โดยทันที ซึ่งกรณีการพ้นตำแหน่งมีบทกฎหมายเฉพาะอยู่แล้ว
“เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายแล้ว การจะพ้นจากตำแหน่งต้องเป็นไปตามมาตรา 20 วรรคสอง แห่งพรบ. องค์กรจัดสรรฯ การดำเนินการใดที่อาจส่งผลต่อสถานะของผู้ดำรงตำแหน่งย่อมต้องเป็นไปตามบทบัญญัติและขั้นตอนของกฎหมายอย่างครบถ้วน จะตีความให้มติของคณะกรรมการสรรหามีผลเปลี่ยนแปลงสถานะดังกล่าวโดยลำพังมิได้ เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการนำเรื่องที่ยังไม่มีข้อยุติทางกฎหมายไปกระทบต่อกระบวนการที่ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ดังนั้น ในระหว่างที่ยังไม่มีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยองค์กรผู้มีอำนาจ ท่านประธานจึงยังคงมีหน้าที่ปฏิบัติงานต่อไป”
ในขณะที่ยังไม่มีการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายโดยองค์กรผู้มีอำนาจ และยังไม่มีคำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันต่อสถานะการดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ประธาน กสทช. จึงยังมีหน้าที่ปฏิบัติงานในฐานะประธาน กสทช. ต่อไป
ประการสุดท้าย นายชำนาญ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ศาสตราจารย์คลินิก สรณ ได้ยื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อคณะกรรมการสรรหาหลายครั้ง โดยชี้แจงทั้งประเด็นการสิ้นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยได้วินิจฉัยไว้แล้ว รวมถึงข้อเท็จจริงที่ฝ่ายประธาน กสทช. เห็นว่าแสดงให้เห็นว่าตนไม่ได้มีลักษณะต้องห้ามหรือขาดคุณสมบัติตามมาตรา 8 (2)
นอกจากนี้ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ประธาน กสทช. ยังได้ส่งหนังสือขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวของตน ตามอำนาจหน้าที่ รวมถึงผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมาธิการ ICT ชุดปัจจุบัน พร้อมแจ้งความคืบหน้าให้คณะกรรมการสรรหาทราบแล้ว
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการสรรหาไม่ได้ให้น้ำหนักแก่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ฝ่ายศาสตราจารย์คลินิก สรณ นำเสนอแต่อย่างใด อีกทั้งยังเร่งรัดและรีบดำเนินการพิจารณาจนมีมติออกมาภายในวันนี้ ในระหว่างขณะที่ประเด็นบางส่วนอยู่ระหว่างการขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ
“ผมตั้งข้อสังเกตต่อความเร่งรัดของกระบวนการ รวมถึงการไม่รับฟังข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างรอบด้าน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบต่อไปว่าการพิจารณาดังกล่าวเป็นไปตามหลักความเป็นธรรมทางปกครองและหลักการให้โอกาสคู่กรณีชี้แจงอย่างเพียงพอหรือไม่ ทั้งนี้ เราไม่ประสงค์จะกล่าวหาบุคคลใดล่วงหน้า แต่สังคมควรได้รับทราบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างครบถ้วน”
นายชำนาญ กล่าวเพิ่มว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ จะชี้แจงรายละเอียดต่อสาธารณชนด้วยตนเอง โดยจะนำเสนอทั้งข้อเท็จจริง ลำดับเหตุการณ์ หนังสือชี้แจงที่เคยส่งต่อคณะกรรมการสรรหา และหนังสือที่ส่งถึงหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถพิจารณาข้อมูลได้อย่างรอบด้านต่อไป
“เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงข้อโต้แย้งส่วนบุคคล แต่เกี่ยวข้องกับหลักนิติรัฐ ความต่อเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรกำกับดูแล และความชัดเจนว่าองค์กรใดมีอำนาจวินิจฉัยสถานะของผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมาย ซึ่งท่านประธาน พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทุกขั้นตอน แต่กระบวนการนั้นต้องชอบด้วยกฎหมาย เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่”
ทั้งนี้ ข้อโต้แย้งดังกล่าวเป็นจุดยืนของทนายความและศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ส่วนผลทางกฎหมายของมติคณะกรรมการสรรหา ตลอดจนสถานะการดำรงตำแหน่งของประธาน กสทช. ยังต้องพิจารณาจากตัวบทกฎหมาย เอกสารมติฉบับเต็ม และความเห็นหรือคำวินิจฉัยขององค์กรที่มีอำนาจต่อไป ขณะที่คณะกรรมการสรรหาและหน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงควรได้รับโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงในส่วนของตนเช่นกัน








