วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการ “DIPROM Community SkillUp : เพิ่มพลังทักษะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน” ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยระบุว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายใน โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย การเพิ่มศักยภาพให้ประชาชนมีทักษะอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ เป็นแนวทางสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน กระทรวงอุตสาหกรรมจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ ผ่านโครงการ “DIPROM Community SkillUp” ที่มุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ เพื่อเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ในชุมชนให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ และต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ในอนาคต
“โครงการนี้ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการฝึกอบรมทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะการนำทรัพยากรและวัตถุดิบในท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ให้ครัวเรือน และพัฒนาไปสู่การดำเนินธุรกิจในระดับชุมชน ช่วยให้เกิดการกระจายรายได้และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจจากฐานรากสู่ระดับประเทศ” นายวราวุธ กล่าว
สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นในจังหวัดสุพรรณบุรี มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะอาชีพผ่าน 3 หลักสูตรสำคัญ ได้แก่ การผลิตยาดมและสเปรย์สมุนไพรไล่ยุง การผลิตลูกประคบสมุนไพรผ้าลายไทยและลูกประคบธัญพืชไฮเทค ซึ่งได้รับการพัฒนาสูตรให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลและฟื้นฟูร่างกายหลังการออกกำลังกายหรือการแข่งขันกีฬาได้ ตลอดจนการผลิตยาหม่องสมุนไพรสูตรร้อนและสูตรเย็น โดยทุกหลักสูตรได้รับการออกแบบให้ใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น ต้นทุนการผลิตไม่สูง สามารถดำเนินการได้จริงในระดับครัวเรือน มีศักยภาพในการพัฒนาสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรและภูมิปัญญาของชุมชนอย่างยั่งยืน
นายวราวุธ กล่าวว่า ผลลัพธ์สำคัญที่คาดหวังจากโครงการนี้ คือการสร้างผู้ประกอบการฐานรากให้เกิดขึ้นในชุมชนมากขึ้น โดยประชาชนที่เข้ารับการอบรมจะได้รับทั้งองค์ความรู้และทักษะที่สามารถนำไปประกอบอาชีพสร้างรายได้เสริม หรือพัฒนาเป็นธุรกิจขนาดเล็กของตนเองได้ ช่วยขยายฐานผู้ประกอบการของประเทศ เพิ่มความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในวงกว้าง นอกจากนี้การนำผลผลิตทางการเกษตรและสมุนไพรในท้องถิ่นมาแปรรูปยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชน จากเดิมที่จำหน่ายในรูปแบบวัตถุดิบขั้นต้นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้หลากหลายมากขึ้น เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกวัตถุดิบ ผู้ผลิต ผู้แปรรูป ไปจนถึงผู้จำหน่าย ช่วยให้รายได้หมุนเวียนอยู่ภายในพื้นที่และกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่คนในชุมชนอย่างทั่วถึง ที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์จากการฝึกอบรมยังสามารถเชื่อมโยงสู่ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง อาทิ เครือข่ายการแพทย์แผนไทย ร้านนวดแผนไทย สถานประกอบการสปา ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม รวมถึงร้านของฝากและสินค้าชุมชน ซึ่งจะช่วยขยายช่องทางการตลาดและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผ่านการอบรม
นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า สำหรับผู้ผ่านการฝึกทักษะจาก โครงการ “DIPROM Community SkillUp” จำนวน 150 คน จะสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 10,000 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 120,000 บาทต่อคนต่อปี ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมไม่น้อยกว่า 18 ล้านบาทต่อปี สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาทักษะอาชีพควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบท้องถิ่น สามารถยกระดับจากเศรษฐกิจครัวเรือนไปสู่การสร้างผู้ประกอบการฐานราก กระจายรายได้สู่ชุมชน และขยายผลสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้างได้อย่างเป็นรูปธรรม
อีกหนึ่งผลลัพธ์สำคัญคือการสร้างงานและสร้างอาชีพให้กับประชาชนในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ แม่บ้าน เกษตรกร และกลุ่มเปราะบางที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการจ้างงานในระบบ การมีทักษะอาชีพที่สามารถนำไปใช้ได้จริงจะช่วยให้คนในชุมชนมีทางเลือกในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ลดปัญหาการว่างงาน และลดการย้ายถิ่นฐานเพื่อหางานทำในเมืองใหญ่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวและชุมชนในระยะยาว
ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัดให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายประโยชน์สู่ทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ในระยะยาวโครงการลักษณะนี้จะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงชุมชนเข้าสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ ผ่านการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตรายย่อยที่มีศักยภาพ การพัฒนาสินค้าชุมชนให้มีคุณภาพและมีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น รวมถึงการต่อยอดสู่ภาคการท่องเที่ยว การค้า และอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ช่วยเพิ่มความหลากหลายของสินค้าไทย สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต
ทั้งนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมคาดหวังว่าผู้เข้าร่วมอบรมจะสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดสู่การสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด อันจะนำไปสู่การสร้างผู้ประกอบการฐานรากรุ่นใหม่ การสร้างงานในท้องถิ่น การเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน และการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืนต่อไป








