ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนถึงเวลาเข้านอน เราสร้างขยะพลาสติกไปแล้วไม่รู้กี่ชิ้น และรู้ไหมว่าคนไทยเราใช้ถุงพลาสติกเฉลี่ยสูงถึง 3,000 ใบต่อคนต่อปี พลาสติกชิ้นเล็กๆ ที่เราใช้งานไม่ถึง 10 นาทีเพื่อความสะดวกสบาย กลับ ต้องใช้เวลาย่อยสลายยาวนานกว่า 200 ปีเลยทีเดียว ขยะพลาสติกมหาศาลเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังตกค้างและย่อยสลายกลายเป็นไมโคร พลาสติกที่ย้อนกลับมาทำลายธรรมชาติ รวมถึงสุขภาพของทุกคน
ปัญหาเหล่านี้เราทุกคนสามารถเป็นฮีโร่ตัวจริงของโลกใบนี้ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนชีวิตให้ยุ่งยาก เพียงแค่เริ่มจากการปรับพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การพกถุงผ้าคู่ใจ หรือการเตรียมแก้วน้ำส่วนตัวไปซื้อเครื่องดื่มแก้วโปรด การเริ่มต้นปฏิเสธพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพียงแค่วันละนิด ก็สามารถช่วยลดปริมาณขยะสะสมได้อย่างมหาศาล
หากเราไม่ดำเนินการขั้นเด็ดขาดเพื่อลดมลภาวะจากขยะพลาสติกตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการบริโภค มีการคาดการณ์กันว่าภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) จะมีพลาสติกในมหาสมุทรมากกว่าปลาเสียอีก โดยเฉพาะพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Use Plastics) ที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในปริมาณมหาศาล ซึ่งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) แสดงให้เห็นว่าการรั่วไหลของมลพิษพลาสติกสู่ระบบนิเวศทางน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปี 2030 ซึ่งจะส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพมนุษย์ เศรษฐกิจโลก ความหลากหลายทางชีวภาพ และสภาพภูมิอากาศ
ขณะที่ไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากที่สุดในปี 2568 จากรายงานระบุว่า ประเทศต่าง ๆ ทิ้งขยะลงทะเลรวมกันคิดเป็นกว่า 80% ของขยะพลาสติกทั้งหมดที่ถูกปล่อยลงทะเลทั่วโลก ประเทศไทยเริ่มประกาศเจตนารมณ์ลดการใช้ถุงพลาสติกตั้งแต่ปี 2562 โดยดึงภาคเอกชนงดแจกถุงพลาสติก และได้ทำกันมาต่อเนื่อง แต่ตัวเลขการใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายยากนี้ยังน่าวิตก โดยไทยมีการใช้ถุงพลาสติกอยู่เฉลี่ย 25 นาที ต่อ 1 ใบ ขณะที่ปี 2567 ซึ่งเป็นครึ่งทางของโรดแมปการจัดการขยะพลาสติกที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 และตั้งเป้าความสำเร็จไว้ภายในปี 2573 โดยในระยะที่ 2 ได้ตั้งเป้าลดการเลิกใช้พลาสติก และรีไซเคิลขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้ 100% ภายในปี 2570
เมื่อคุณประโยชน์ของพลาสติกกลายเป็นผู้ร้ายทำลายโลกอย่างหนัก จำเป็นต้องมีการขับเคลื่อนเชิงนโยบายของทุกประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกเป็นอันดับต้น ๆ รวมถึงทุก ๆ คนที่จะต้องช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากผู้มีส่วนสร้างมลพิษให้กลายเป็น “พลเมืองสายกรีน” ด้วยการลุกขึ้นมาต่อสู้กับมลภาวะจากพลาสติก ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ในชีวิตประจำวัน
เริ่มจาก ใช้ชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ในเบื้องต้นทุกภาคส่วนต้องทำความเข้าใจและยอมรับแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) ว่าหมายถึงการที่ผลิตภัณฑ์และวัสดุที่ใช้ในการผลิตต้องถูกนำกลับมาใช้ซ้ำแทนที่จะถูกทิ้งเป็นขยะ ซึ่งปัจจุบันโลกเดินตามแนวทางนี้แค่เพียง 8.6% แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะปรับเปลี่ยนการผลิตและการบริโภคให้เดินหน้าไปสู่ความยั่งยืน ตัวอย่างที่พอจะเป็นไปได้ทันทีอย่างเช่น การใช้แก้วกาแฟ ขวดน้ำ และบรรจุภัณฑ์อาหารที่สามารถใช้ซ้ำ แม้กระทั่งผ้าอ้อมและผลิตภัณฑ์อนามัยแบบใช้ซ้ำ แปรงสีฟันไม้ไผ่ สบู่หรือแชมพูแบบก้อนที่จะช่วยปกป้องมหาสมุทรและโลกไปพร้อมกันได้ โดยเฉพาะช่วยลดปัญหาจากสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากการลดขยะ 1 กิโลกรัม จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 0.8 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
พกถุงผ้า Say No ถุงพลาสติก มีการใช้ถุงพลาสติกประมาณ 1 ล้านใบในทุก ๆ นาที หลายประเทศและเมืองต่าง ๆ จึงเริ่มห้ามใช้ถุงพลาสติก เช่น รวันดา, แคลิฟอร์เนีย หรือบ้างก็เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมและภาษี เช่น ไอร์แลนด์, วอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อจูงใจให้ลดการใช้พลาสติกและทำจนเป็นนิสัย โดยที่ทุกคนสามารถนำถุงผ้าแบบใช้ซ้ำติดตัวไปซื้อของ (หลีกเลี่ยงถุงไนลอนหรือโพลีเอสเตอร์เพราะทำจากพลาสติกเช่นกัน)
พกพาขวดน้ำส่วนตัว การพกขวดน้ำหรือกระบอกน้ำดื่มส่วนตัวจะหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าพกใส่กระเป๋า หรือวางไว้บนโต๊ะทำงาน ซึ่งรวมถึงการมีแก้วสำหรับเครื่องดื่มร้อน และเครื่องดื่มเย็นด้วย เพราะถ้าไม่เริ่มปรับที่ตัวเรา นั่นเท่ากับเราเองนั่นแหละที่มีส่วนปล่อยให้ขวดพลาสติกที่ทำจากพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET) ตกอยู่ในสภาพแวดล้อมไปอีกกว่า 400 ปี
เลิกใช้หลอดพลาสติก หลอดพลาสติกเป็นหนึ่งในขยะพลาสติกที่พบในมหาสมุทรมากที่สุดทั่วโลก ผู้บริโภคสามารถเลี่ยงการใช้หลอดพลาสติกหรือปฏิเสธมันได้ ไม่ว่าที่บ้าน ร้านอาหาร หรือคาเฟ่ ด้วยการพกหลอดดูดส่วนตัวไว้ใช้ เช่น หลอดที่ทำจากกระดาษ โลหะหรือหลอดไม้ไผ่ที่ปัจจุบันหาได้ง่ายขึ้น เพื่อจะได้เลิกใช้หลอดพลาสติกไปเลย
เลี่ยงการซื้ออาหารที่ก่อขยะพลาสติก หากวันไหนจะต้องสั่งอาหารกลับบ้านให้เลือกร้านรักษ์โลก หรือไม่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกหรือใช้บรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์ที่ย่อยสลายได้ กรณีจัดงานเลี้ยงก็ให้เลือกอุปกรณ์รับประทานอาหารที่สามารถใช้ซ้ำได้ เช่น จานหรือแก้วน้ำ ฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายห้ามใช้จาน ถ้วย และอุปกรณ์พลาสติกซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ไปเมื่อปี 2020 เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมในผลิตภัณฑ์ย่อยสลายได้ โดยรวมของทางเลือกนี้ก็คือให้พึงระลึกไว้เสมอว่า เราจะมองหาทางเลือกใหม่ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองให้เป็นมิตรกับมหาสมุทรมากขึ้น แต่ถ้าปัจจัยแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ต้องย้อนมาแก้ที่ตัวเรา นั่นคือเลี่ยงการบริโภคอาหารเมนูที่จะสร้างขยะพลาสติกในมื้อนั้น ๆ
สร้างทางเลือกใหม่ในการซื้อสินค้า การเลือกซื้อสินค้าที่มีส่วนประกอบของบรรจุภัณฑ์พลาสติกเข้าบ้านให้น้อยลงจะช่วยลดพลาสติกในชีวิตประจำวันได้ อาทิ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง สเปรย์ระงับกลิ่นกาย ของใช้ส่วนตัวที่มีไมโครบีดส์ซึ่งสร้างความเสียหายต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล และอาจส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์ หรือแม้กระทั่งการหลีกเลี่ยงซื้อเสื้อผ้าที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์ เพราะเมื่อซักจะปล่อยไมโครไฟเบอร์ลงน้ำ ซึ่งในที่สุดอาจไปจบที่มหาสมุทร และอาจกลายเป็นอาหารของปลาหรือสิ่งมีชีวิตอื่นในทะเลที่หลงผิดกินเข้าไปเพราะเข้าใจว่าเป็นอาหาร
เลิกสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ไม่เพียงเป็นภัยสุขภาพสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่อาจมีคนไม่ทราบว่าก้นกรองบุหรี่นั้นทำมาจากพลาสติกที่เรียกว่า เซลลูโลสอะซิเตท ซึ่งผู้สูบบุหรี่ทั่วโลกซื้อบุหรี่ประมาณ 6.5 ล้านล้านมวนต่อปี หรือคิดเป็น 18,000 ล้านมวนต่อวัน ฉะนั้นเมื่อก้นบุหรี่ถูกทิ้งสู่สิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแต่พลาสติกเท่านั้นที่สร้างมลภาวะ แต่ยังรวมถึงนิโคติน โลหะหนัก และสารเคมีอื่น ๆ อีกมากมายที่สิ่งแวดล้อมต้องดูดซับไว้ โดยเฉพาะตามแนวชายหาดและในมหาสมุทรซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสัตว์ทะเล โดยก้นบุหรี่พบได้บ่อยที่สุดในสิ่งแวดล้อม รองลงมาคือ บรรจุภัณฑ์อาหาร ขวดพลาสติก ฝาขวดพลาสติก ถุงพลาสติกใส่ของชำ หลอดพลาสติก และไม้คนของเหลวที่ทำจากพลาสติก
อย่างไรก็ดี แม้ทั่วโลกจะมีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้ แต่ยังจำเป็นต้องเพิ่มเครื่องมือที่เกี่ยวกับการผลิตและการบริโภคพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งที่เข้มงวดมากขึ้น โดยกำหนดเป้าหมายการลดจำนวนที่ชัดเจนและให้แรงจูงใจในการหาทางเลือกของบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนควบคู่ไปด้วย ในขณะเดียวกันต้องได้รับความร่วมมือและความรับผิดชอบจากภาคอุตสาหกรรมในการจัดการผลิตภัณฑ์ในช่วงท้ายอายุการใช้งาน โดยเฉพาะการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงการรีไซเคิล และการนำกลับมาใช้ใหม่ ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน
เช่นเดียวกับ ซีพี ออลล์ ได้มีการรณรงค์เพิ่มความตระหนักของสาธารณะเกี่ยวกับผลกระทบที่เป็นอันตรายจากมลพิษพลาสติก พร้อมเชิญชวนคนไทยทุกคนมาร่วมสร้างนิสัยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ผ่านแคมเปญ “ฮีลโลก ฮีลใจ 24 ชั่วโมง ที่ 7-Eleven” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนพฤติกรรมและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพราะ ซีพี ออลล์ เชื่อว่าพลังเล็กๆ จากความร่วมมือร่วมใจของพวกเราทุกคนจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ เริ่มจากพกแก้วส่วนตัวมาเติมความสดชื่นกับเครื่องดื่มในร้าน 7-Eleven ไม่ว่าจะเป็น All Café, GULP, Slurpee, All Select หรือ 7Select ซึ่งจะได้รับส่วนลดทันที 2 บาทต่อแก้ว และสำหรับเครื่องดื่ม All Café และ All Select สมาชิก ALL member รับแต้มไปอีก 100 แต้ม
การปฏิเสธรับหลอดสำหรับเครื่องดื่มบรรจุขวด และเครื่องดื่มที่จำหน่ายในร้าน 7-Eleven ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ทันที เพราะตอนนี้เขามี “ฝายกดื่ม” ที่ทำให้การยกขึ้นจิบเครื่องดื่มรู้สึกสดชื่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ การลดใช้ถุงพลาสติกด้วยการนำเอาถุงมาเองก็เป็นสิ่งที่ 7-Eleven รณรงค์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมา 7-Eleven มีโครงการ “ถุงยืม Upcycling” ที่จะมอบ 100 คะแนนทุกๆ ครั้งให้กับสมาชิก ALL Member เมื่อนำถุงยืมกลับมาใช้ซื้อสินค้าภายในร้าน สูงสุดถึง 5 ครั้งต่อเดือน และยังมีซีรีส์ถุงรักษ์โลกต่างๆ ออกมามากมาย ซึ่งทุกใบที่มีสัญลักษณ์ 7 Go Green และบาร์โค้ด ก็จะสามารถสแกนรับแต้มได้ทุกครั้งเช่นกัน
ส่วนลูกค้าที่ใช้บริการ 7Delivery ก็สามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการเลือกไม่รับถุง (ยกเว้นถุงใส่สินค้าอุ่นร้อน หรือสินค้าชง) ไม่รับช้อนส้อม ไม่รับหลอด เมื่อสั่งสินค้าผ่าน 7Delivery เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคไปสู่ทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคที่ยั่งยืน
"สุดท้ายแล้ว การช่วยโลกไม่ได้เริ่มต้นเพียงใครคนใดคนหนึ่ง แต่เริ่มจากพวกเราทุกคนยอมปรับเปลี่ยนสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในสายตาใครหลายคน แต่ถ้าคนไทยทุกคนร่วมใจกันลงมือทำ ขยะพลาสติกหลายล้านชิ้นจะหายไปจากโลกนี้ทันที ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้น และไม่มีการกระทำไหนที่เล็กเกินไปจนไร้ความหมาย มาร่วมมือกันขับเคลื่อนประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อส่งต่อโลกที่สะอาด สดใส และยั่งยืนให้กับตัวเราเองและคนรุ่นต่อไป... เพราะพลังในการเปลี่ยนโลกใบนี้ อยู่ในมือของเราทุกคน”








