เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ก่อนการประชุมคณะกรรมการสรรหา กสทช. ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 เพื่อพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติของ ศ.คลีนิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นักกฎหมายปกครองหลายรายได้ออกมาวิเคราะห์ขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในกรณีนี้ โดยตั้งข้อสังเกตว่าภารกิจของคณะกรรมการชุดนี้ได้สิ้นสุดลงไปแล้วตั้งแต่ขั้นตอนการเสนอชื่อต่อวุฒิสภา
ที่มาของประเด็นนี้คือมติของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ให้ประธาน กสทช. ชี้แจง ส่งข้อมูล และเข้าให้ถ้อยคำ เพื่อพิจารณาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ทั้งที่กระบวนการสรรหาได้เสร็จสิ้นและวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว
นักกฎหมายปกครองที่ติดตามกรณีนี้อธิบายว่า กระบวนการได้มาซึ่งกรรมการ กสทช. แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ขั้นตอนที่ 1 คณะกรรมการสรรหาเปิดรับสมัครและคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเสนอต่อวุฒิสภา และขั้นตอนที่ 2 วุฒิสภาให้ความเห็นชอบพิจารณาเลือกบุคคลที่คณะกรรมการสรรหาคัดเลือกไว้ และนายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยให้ความเห็นว่าอำนาจของคณะกรรมการสรรหาตามกฎหมายควรครอบคลุมเฉพาะขั้นตอนที่ 1 เท่านั้น ไม่รวมถึงขั้นตอนที่ 2 ซึ่งเป็นอำนาจของวุฒิสภาให้ความเห็นชอบและนายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ เพื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. แล้ว
ข้อวิเคราะห์ดังกล่าวอ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 ซึ่งวินิจฉัยไว้ว่า คณะกรรมการสรรหามีขึ้นเฉพาะเมื่อมีเหตุต้องเลือกและแต่งตั้งกรรมการ และเมื่อการสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาก็สิ้นสุดลงเช่นกัน โดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ในเวลาต่อมา ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานรัฐทุกหน่วยตามรัฐธรรมนูญ
นักกฎหมายปกครองอีกรายให้ความเห็นเสริมในมุมของบทบัญญัติกฎหมายว่า มาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งเป็นฐานอำนาจที่คณะกรรมการสรรหาใช้อ้างอิงในกรณีนี้ มีขอบเขตจำกัดอยู่ที่การวินิจฉัยคุณสมบัติของ “ผู้สมัคร” หรือ “ผู้ได้รับการคัดเลือก” ในกระบวนการสรรหาเท่านั้น ไม่ได้ขยายไปถึงการวินิจฉัยสถานะของผู้ที่ได้รับแต่งตั้งและดำรงตำแหน่งแล้ว ซึ่งต่างจากกฎหมายขององค์กรอิสระอื่น เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ ป.ป.ช. ที่บัญญัติอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในการวินิจฉัยการพ้นจากตำแหน่งไว้อย่างชัดเจน โดยเห็นว่าเมื่อกฎหมาย กสทช. ไม่ได้บัญญัติอำนาจภายหลังการแต่งตั้งไว้ ก็ไม่ควรตีความขยายอำนาจขึ้นเอง
ในประเด็นการเรียกเอกสารที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล อาทิ การเป็นพนักงานหรือลูกจ้าง และเอกสารภาษีบางประเภท นักกฎหมายให้ความเห็นว่าการเรียกหรือเปิดเผยข้อมูลลักษณะนี้จำเป็นต้องมีฐานอำนาจตามกฎหมายรองรับไว้อย่างชัดเจนเช่นกัน เนื่องจากกระทบสิทธิส่วนบุคคลของผู้ถูกตรวจสอบโดยตรง
นอกจากประเด็นขอบเขตอำนาจ นักกฎหมายปกครองยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเป็นกลางของคณะกรรมการสรรหาซึ่งขัดกับหลักกฎหมายปกครองทั่วไปที่ว่าผู้มีส่วนได้เสียไม่ควรเป็นผู้ตัดสินในเรื่องนั้นด้วยตนเอง (หลัก nemo judex in causa sua)
นักกฎหมายรายเดิมให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หากกระบวนการตรวจสอบเดินหน้าโดยกรรมการที่อาจขาดความเป็นกลางร่วมพิจารณาด้วย อาจเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผลการพิจารณาถูกโต้แย้งเรื่องความชอบด้วยกฎหมายได้ในภายหลัง ไม่ว่าผลจะออกมาในทางใด และเสนอว่าทางออกที่จะทำให้กระบวนการมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นคือการให้กรรมการที่มีส่วนได้เสียยุติการพิจารณา
โดยสรุป นักกฎหมายปกครองที่ติดตามกรณีนี้เห็นว่า คำถามสำคัญที่ควรได้รับคำตอบก่อนเรื่องอื่นใดคือ คณะกรรมการสรรหามีอำนาจตามกฎหมายที่จะเปิดกระบวนการตรวจสอบในลักษณะนี้หรือไม่ และคณะกรรมการที่พิจารณาเรื่องนี้มีความเป็นกลางเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากการกระทำทางปกครองที่ออกโดยผู้ไม่มีอำนาจหรือขาดความเป็นกลาง อาจนำไปสู่การโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายในภายหลังได้
ผลการประชุมคณะกรรมการสรรหา กสทช. ในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ จะเป็นจุดที่ชี้ว่าข้อสังเกตทางกฎหมายดังกล่าวจะมีผลต่อทิศทางของกระบวนการตรวจสอบต่อไปอย่างไร








