กาญจนบุรีอาจพลิกโฉมสู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก ดันรายได้-จ้างงานโต พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ไทยบนเวทีสากล
ระยะทาง 415 กิโลเมตร กับชีวิตผู้คนกว่า 150,000 รายที่สูญเสียไปบนเส้นทางรถไฟไทย-เมียนมา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “รถไฟสายมรณะ” กำลังกลับมาเป็นประเด็นสาธารณะอีกครั้ง หลังผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดพบว่า จากผู้ตอบแบบสอบถาม 2,000 คน มีถึง 1,986 คน สนับสนุนการผลักดันให้เส้นทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากมิติด้านประวัติศาสตร์และมนุษยธรรม ภาคธุรกิจไทยเริ่มจับตาคำถามสำคัญว่า หากการขึ้นทะเบียนประสบความสำเร็จ ไทยจะได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากเพียงใด
รายงานวิเคราะห์ล่าสุดเรื่อง “ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการผลักดันรถไฟสายมรณะสู่มรดกโลก” ระบุว่า จังหวัดกาญจนบุรีมีศักยภาพสร้างรายได้ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมสร้างตำแหน่งงานระยะยาวโดยตรง 500-800 อัตรา และเกิดการจ้างงานทางอ้อมอีกกว่า 2,000-3,000 ตำแหน่ง ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจเพิ่มขึ้น 7-10% ส่งผลให้มูลค่าทางเศรษฐกิจรวมต่อปีแตะระดับ 5,000-8,000 ล้านบาท
จาก “แวะถ่ายรูป” สู่ “เมืองท่องเที่ยวค้างคืน”
ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เดินทางไปสะพานข้ามแม่น้ำแคว มักใช้เวลาเพียงสั้นๆ ก่อนเดินทางต่อ ทำให้รายได้หมุนเวียนในพื้นที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ
ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติระบุว่า แหล่งมรดกโลกมีจำนวนนักท่องเที่ยวเฉลี่ยสูงกว่าสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป 17-24% โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่พักค้างคืน ซึ่งสร้างรายได้ให้ท้องถิ่นมากกว่า
กรณีศึกษาภายในประเทศไทยก็สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน หลัง “เมืองโบราณศรีเทพ” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2566 จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนระบบรองรับในพื้นที่ต้องเร่งปรับตัว ขณะที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 5.3 ล้านคน ส่วนจังหวัดสุโขทัยมีรายได้จากการท่องเที่ยวทะลุ 3,000 ล้านบาทต่อปี และภาคบริการคิดเป็นกว่า 53% ของเศรษฐกิจจังหวัด
“เศรษฐกิจมรดกโลก” กับโอกาสคนท้องถิ่น
นักวิเคราะห์มองว่า หากรถไฟสายมรณะได้รับการขึ้นทะเบียน จะเกิดการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมในหลายภาคส่วน ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ไกด์ท้องถิ่น ธุรกิจนำเที่ยว ไปจนถึงงานด้านอนุรักษ์และการศึกษา
แบบจำลองเศรษฐกิจจากพื้นที่มรดกโลกในต่างประเทศ เช่น อุทยานโอกีเฟโนกีในสหรัฐฯ ชี้ว่า การได้รับสถานะมรดกโลกสามารถเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญ และสร้างตำแหน่งงานถาวรราว 750 อัตรา
ด้วยจุดแข็งของกาญจนบุรีที่อยู่ห่างกรุงเทพฯ เพียงประมาณ 130 กิโลเมตร และมีระบบคมนาคมสะดวก ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า เมืองนี้อาจกลายเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และสันติภาพแห่งใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงดึงดูดคนรุ่นใหม่กลับภูมิลำเนาเพื่อเริ่มต้นธุรกิจท้องถิ่น
จากบาดแผลสงคราม สู่ศูนย์กลางการเรียนรู้สันติภาพ
กระแส “Dark Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และความทรงจำ กำลังเติบโตทั่วโลก สถานที่อย่างค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ในโปแลนด์ หรือสวนสันติภาพฮิโรชิมาในญี่ปุ่น ต่างดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนต่อปี
หากรถไฟสายมรณะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จะช่วยยกระดับพื้นที่แห่งนี้จาก “ร่องรอยสงคราม” สู่ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านสันติภาพและมนุษยธรรม อีกทั้งยังเปิดโอกาสด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ การจัดนิทรรศการ งานวิชาการ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อระดับโลก ซึ่งประเมินว่ามูลค่าทางประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวอาจสูงถึงหลายสิบล้านบาท
ตัวแทนภาคการท่องเที่ยวไทยระบุว่า กาญจนบุรียังเป็นจังหวัดที่ “ถูกประเมินมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง” และเชื่อว่าหากการขึ้นทะเบียนสำเร็จ ภายใน 3 ปี นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจเพิ่มขึ้นกว่า 30% ขณะที่อัตราการเข้าพักของโรงแรมอาจขยับจากต่ำกว่า 30% ไปแตะระดับมากกว่า 60%
ด้านนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในไทยมองว่า การลงทุนด้านอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมให้ผลตอบแทนระยะยาวสูงกว่าการลงทุนระยะสั้นหลายประเภท โดยทุก 1 บาทที่ลงทุนในงานอนุรักษ์ สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกลับคืนได้ราว 3-5 บาท
การผลักดัน “รถไฟสายมรณะ” สู่การเป็นมรดกโลก จึงอาจไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงผู้เสียชีวิตกว่า 150,000 รายในหน้าประวัติศาสตร์สงคราม แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของกาญจนบุรี และการสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย








