กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยธุรกิจบริการทำความสะอาดเติบโตต่อเนื่อง รับกระแสวิถีชีวิตเร่งรีบและเทรนด์ใส่ใจสุขภาพ หนุนแพลตฟอร์ม ‘แม่บ้านออนไลน์’ ขยายตัวรวดเร็ว ชี้ไทยมีผู้ประกอบการกว่า 4,356 ราย รายได้รวม ปี 2567 ทะลุ 50,945 ล้านบาท พร้อมโอกาสเติบโตสู่ตลาดภูมิภาค
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธุรกิจบริการทำความสะอาด (Cleaning Services) นับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมบริการที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคในสังคมเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยความเร่งรีบ และการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ทำให้ ‘เวลา’ กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่า ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาใช้บริการทำความสะอาดเพิ่มขึ้น ทั้งในที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน สถานประกอบการ รวมถึงโรงงานและนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา และเสริมสร้างสุขอนามัยที่ดี ประกอบกับ การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม ‘แม่บ้านออนไลน์’ ที่ช่วยตอบโจทย์ผู้บริโภคในด้านความสะดวก รวดเร็ว มีรูปแบบบริการที่หลากหลาย และสามารถเลือกใช้บริการได้ตามงบประมาณ ส่งผลให้ธุรกิจบริการทำความสะอาดเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ เทรนด์การใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ยังผลักดันให้รูปแบบบริการทำความสะอาดพัฒนาไปอีกขั้น จากเดิมที่เป็นเพียงการกวาดถูทั่วไป สู่บริการที่ครอบคลุมถึงการฆ่าเชื้อโรค กำจัดฝุ่น ดูแลคุณภาพอากาศ (PM 2.5) และจัดการสารก่อภูมิแพ้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้อยู่อาศัยในเมือง ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพัง และผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงที่ต้องการบริการทำความสะอาดเฉพาะทาง เช่น การกำจัดขนสัตว์ และการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยง
“ด้านตลาดแม่บ้านออนไลน์ในประเทศไทยแม้ขนาดตลาดจะยังไม่ใหญ่เท่าประเทศในภูมิภาคบางประเทศ แต่ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2569 พบว่า มีนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจบริการทำความสะอาด จำนวน 4,356 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวมกว่า 10,563 ล้านบาท โดยกว่า 96% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก และมีแนวโน้มการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 ด้านผลประกอบการ พบว่า ธุรกิจบริการทำความสะอาด มีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 โดยในปี 2567 มีรายได้รวมกว่า 50,945 ล้านบาท ขณะที่กำไรมีความผันผวน สามารถทำกำไรสูงสุดได้ในปี 2565 อยู่ที่ 2,754 ล้านบาท ก่อนจะลดลงในปี 2566 อยู่ที่ 1,741 ล้านบาท และกลับมา ฟื้นตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2567 อยู่ที่ 2,177 ล้านบาท”
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจฯ มาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้แรงงานบางส่วนผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจบริการทำความสะอาด ส่งผลให้จำนวนผู้ให้บริการเพิ่มขึ้น และเกิดการแข่งขันในตลาดมากขึ้น โดยภาพรวมอุตสาหกรรมในระดับโลก พบว่า ทวีปอเมริกาเหนือครองส่วนแบ่งรายได้สูงสุด ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มเติบโตเร็วที่สุด โดยในอาเซียน ประเทศอินโดนีเซียถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ จากการขยายตัวของเมืองที่ส่งผลให้ความต้องการบริการทำความสะอาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก
“สำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการทำความสะอาด กรมฯ ขอแนะนำว่าควรติดตามปัจจัยแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น นโยบายภาครัฐ และกฎระเบียบต่าง ๆ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพ และมาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม และขยายฐานลูกค้าใหม่ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถแข่งขันในตลาดระดับภูมิภาคได้ในอนาคต” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าว








