วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กรมทางหลวง (ทล.) ณ ห้องประชุมมนัส คอวนิช อาคาร 2 กรมทางหลวง พร้อมด้วย ดร.รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขาฯคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม คณะผู้บริหาร โดยมีนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และคณะให้การต้อนรับ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กรมทางหลวงเป็นหน่วยงานหลักสำคัญในการวางรากฐานสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในสภาวะที่ต้องเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภารกิจของกรมทางหลวงจึงไม่เพียงการสร้างถนน แต่คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างความสะดวก และลดภาระต้นทุนให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ จึงได้มอบนโยบายสำคัญ 4 ประเด็น เพื่อเร่งรัดการดำเนินงาน ดังนี้
1. เร่งรัดการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway) โดยให้เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างงานโยธา ทั้งมอเตอร์เวย์ M6 (บางปะอิน-นครราชสีมา) และ M82 (สายทางยกระดับบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว) เพื่อเปิดทดลองให้ประชาชนได้ใช้งานโดยเร็ว พร้อมเร่งรัดการประมูลคัดเลือกเอกชน (PPP) ที่ได้รับอนุมัติแล้ว เช่น งานระบบมอเตอร์เวย์ M82, โครงการ M5 (ส่วนต่อขยายรังสิต-บางปะอิน), M9 (วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก) และโครงการที่พักริมทาง ของมอเตอร์เวย์ M6 และ M81 นอกจากนี้ ให้เร่งเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติมอเตอร์เวย์สายใต้เส้นแรก M8 (ช่วงนครปฐม–ปากท่อ) และให้เพิ่มทางเลือกของแหล่งเงินทุนผ่านการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
2. ยกระดับโครงข่ายทางหลวงให้ปลอดภัยและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง พร้อมให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เช่น โครงข่ายถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ แก้ปัญหาการจราจร, การศึกษาพัฒนา ทล.4 และ ทล.41 ให้เป็นมอเตอร์เวย์ และทางแนวใหม่เชื่อม สตูล-สงขลา-ปัตตานี รวมถึงเร่งรัดโครงข่าย MR-MAP (MR1 ช่วงนครปฐม-นครสวรรค์) โดยบูรณาการร่วมกับการพัฒนาระบบรางและคลองระบายน้ำฝั่งตะวันตก เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง
3. มาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุดระหว่างก่อสร้างโดยต้องจัดระเบียบพื้นที่ก่อสร้างอย่างเคร่งครัด ไฟส่องสว่าง ป้ายเตือนต้องชัดเจน การเร่งรัดงานก่อสร้างต้องดำเนินการคู่ขนานไปพร้อมกับความปลอดภัยในทุกมิติ โดยเฉพาะโครงการที่มีความซับซ้อน ที่สำคัญต้องวางแผนจัดการจราจรในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการส่วนต่อขยายทางยกระดับบรมราชชนนี (ทล.338) ที่มีแผนจะเริ่มก่อสร้างในปี 2569 นี้ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีอัจฉริยะ มาใช้ในการแก้ไขปัญหาการจราจร เช่น ใช้ระบบอัตโนมัติในการตรวจจับอุบัติเหตุ , การเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง (m-flow) , ควบคุมไฟจราจร , ทางข้ามถนน และตรวจจับความเร็วบนทางหลวงเป็นต้น
4. นโยบายประหยัดพลังงาน โดยระยะเร่งด่วนให้บริหารจัดการไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวงสายรอง นอกพื้นที่ชุมชน ในช่วงเวลาที่มีรถสัญจรน้อย (22.00 น. - 06.00 น. ) โดยยึดมาตรฐานความปลอดภัยเป็นหลัก และในระยะยาวให้ทำ Roadmap เปลี่ยนโคมไฟถนนเป็นระบบ LED อย่างเป็นระบบเพื่อความยั่งยืน
ทั้งนี้ ภายหลังจากมอบนโยบายให้แก่กรมทางหลวงแล้วนั้น ตนได้ลงตรวจเยี่ยมศูนย์ราชการสะดวก Government Easy Contact Center (GECC) ของกรมทางหลวง ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่ออํานวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มาติดต่อราชการ ให้สามารถเข้าถึงบริการของกรมทางหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการรับบริการ รวมทั้งยกระดับการให้บริการประชาชนของกรมทางหลวงอย่างเป็นรูปธรรม
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า กรมทางหลวงพร้อมขับเคลื่อนภารกิจอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันกำลังเร่งผลักดันแผนแม่บท MR-MAP, การพัฒนาทางแนวใหม่เชื่อมโยงสตูล-สงขลา, โครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก ตลอดจนการแก้ปัญหาจราจรในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ
ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการพื้นที่ก่อสร้างกรมทางหลวงได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับความปลอดภัยในเขตก่อสร้าง โดยเน้นการจัดการจราจร การติดตั้งไฟส่องสว่างที่เพียงพอ และความพร้อมของเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนผู้ใช้ทาง
นอกจากนี้ กรมทางหลวงยังขับเคลื่อนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด Green Highway อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้โคมไฟถนนระบบ LED ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ภายในปี พ.ศ. 2583 พร้อมทั้งได้ประกาศเจตนารมณ์ผ่าน “ปฏิญญากรมทางหลวง” มุ่งสู่การเป็นทางหลวงคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี ค.ศ. 2040 เพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยสู่ความยั่งยืน และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนอย่างสูงสุด








